Home arrow News arrow รายงาน : “เวียดนาม” ยึดไทยแม่แบบ คุมเข้มโรคไข้หวัดนกระบาด
รายงาน : “เวียดนาม” ยึดไทยแม่แบบ คุมเข้มโรคไข้หวัดนกระบาด Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 25 ธันวาคม 2007

        การควบคุมการแพร่ระบาด “โรคไข้หวัดนก” ของไทย ที่ผ่านมาได้รับการยอมรับจากนานาประเทศ ในการนำแบบอย่างวิธีการป้องกันและควบคุมโรคไปใช้ โดยล่าสุดตั้งแต่ต้นปี 2550 ที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ไทยยังไม่พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกเพิ่มเติมแต่อย่างใด ยังคงตัวเลขผู้ป่วยที่ 25 ราย เสียชีวิต 17 ราย ที่เป็นการรายงานการพบผู้ป่วยระหว่างปี 2547-2549 แม้ว่าจะยังพบการระบาดของเชื้อเอช5เอ็น1 ในสัตว์ปีกบางพื้นที่ก็ตาม

ต้องยอมรับว่ามาตรการต่างๆ ในการป้องกันและควบคุมโรคนับตั้งแต่ระบบรายงานความผิดปกติในพื้นที่ เมื่อพบสัตว์ปีกตายผิดปกติ การเฝ้าระวังในคน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีการสัมผัสสัตว์ปีก การกำจัดซากสัตว์ปีกอย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันเชื้อเข้าสู่คน รวมไปถึงการคัดกรองแยกผู้ป่วย การให้ยาทามิฟลูที่รวดเร็วเพื่อลดความรุนแรงของเชื้อ รวมถึงการกำหนดพื้นที่ความรุนแรงของโรค การจำกัดการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ และการติดตามการเปลี่ยนแปลงของเชื้ออย่างใกล้ชิด รวมทั้งระบบเครือข่ายอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ที่มีอยู่ทั่วประเทศที่เป็นกลไกสำคัญต่อการรายงานและควบคุมโรคที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่ยอมรับขององค์การอนามัยโลก ถือเป็นระบบสาธารณสุขพื้นฐาน ที่ทุกประเทศควรมี

ด้วยมาตรการต่างๆ ข้างต้น ทำให้ไทยสามารถควบคุมโรคอย่างได้ผล ไม่เพียงแต่ไข้หวัดนกเท่านั้น แต่รวมถึงโรคติดต่อและโรคอุบัติใหม่อื่นๆ ที่อาจเกิดการแพร่ระบาดขึ้นในอนาคต จนกระทั่งได้รับมอบหมายจากเวทีการประชุมนานาชาติให้ไทยทำหน้าที่ด้านการพัฒนาบุคลากรด้านระบาดวิทยาให้กับประเทศต่างๆ

“สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” ประเทศที่มีเขตชายแดนติดต่อกับไทย และเป็นประเทศหนึ่งที่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกอย่างหนัก มีผู้ป่วยและเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดสูงเป็นอันดับที่ 2 โดยตั้งแต่ปี 2546-2550 จำนวน 100 ราย ในจำนวนนี้เสียชีวิต 46 ราย รองจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งมีผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกในช่วงปีเดียวกัน 113 ราย เสียชีวิต 91 ราย ตามการรายงานขององค์การอนามัยโลก

ในช่วงที่ผ่านมา ไทยและเวียดนาม ได้ต่างจับมือร่วมกันในด้านสาธารณสุข โดยมีการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ประสบการณ์การแพร่ระบาด การป้องกันโรคและควบคุมโรคระหว่างกัน และต่างนำไปปรับใช้อย่างเหมาะสมกับประเทศ

น.พ.ลี ตรอง เกียว รองผู้อำนวยการ กรมสาธารณสุข สาธารณรัฐสังคมเวียดนาม รับผิดชอบพื้นที่นครโฮจิมินห์ กล่าวว่า เวียดนามและไทย เป็นประเทศที่มีความคล้ายคลึงกันหลายด้าน ทั้งสภาพภูมิอากาศ พื้นที่ เพราะเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ที่เส้นศูนย์สูตรเดียวกัน ทำให้มีการแพร่ระบาดของโรคที่ไม่แตกต่างกันมากนัก รวมถึงโรคไข้หวัดนก ซึ่งภายหลังจากเวียดนามพบผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกรายแรก ซึ่งเป็นคนในนครโฮจิมินห์ ได้มีการรายงานพบผู้ป่วยไข้หวัดนกอย่างต่อเนื่อง ทำให้ทางการต้องเร่งมาตรการควบคุมโรคอย่างเร่งด่วน

"เมื่อทราบว่า สาเหตุเกิดจากสัตว์ปีกที่นำเชื้อเอช5เอ็น1 สู่คน จึงมีการประกาศให้นครโฮจิมินห์ เป็นเขตห้ามเลี้ยงเป็ด ไก่ และสัตว์ปีกอื่นๆ รวมถึงนกคีรีบูน ซึ่งเป็นนกที่นิยมเลี้ยงของประชาชนในขณะนั้น เนื่องจากโฮจิมินห์เป็นเมืองที่มีประชากรอยู่อย่างหนาแน่น การแพร่ระบาดของโรคจะติดต่ออย่างรวดเร็วและยากที่จะควบคุมได้ ดังนั้นจึงกำหนดเลี้ยงสัตว์ปีกเฉพาะในฟาร์มปิดนอกเมืองเท่านั้น และหากมีการเคลื่อนย้ายสัตว์ปีกเหล่านั้น จะต้องมีการคัดกรองอย่างเข้มงวดก่อน"

ขณะที่การป้องกันและควบคุมโรคในคนนั้น หากพบว่ามีผู้ป่วยโรคไข้หวัดนกหรือผู้ป่วยที่สงสัยจะได้รับเชื้อไข้หวัดนกที่มีอาการใกล้เคียง จะต้องมีการแยกผู้ป่วยออกจากผู้ป่วยโรคอื่นๆ พร้อมติดตามอาการอย่างใกล้ชิด และให้ยาทามิฟลูกับผู้ป่วย และทำการเฝ้าระวังผู้ที่อยู่ใกล้ชิดและสัมผัสผู้ป่วยตามระยะเวลาที่กำหนดทันที

น.พ.ลี ตรอง เกียว กล่าวว่า เวียดนามมีการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกก่อนประเทศไทย แต่มีความรุนแรงของโรคน้อยกว่า โดยมีอัตราการเสียชีวิตภายหลังผู้ป่วยรับเชื้อร้อยละ 46 ขณะที่ไทยอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ร้อยละ 75 ส่วนอินโดนีเซียมีอัตราการเสียชีวิตสูงสุด คือ ร้อยละ 85 ทั้งนี้เมื่อวินิจฉัยว่า ผู้ป่วยอาจได้รับเชื้อไข้หวัดนกนั้น จะให้ยาทามิฟลูทันที ซึ่งได้มีการสต็อกยาเตรียมพร้อมไว้ โดยยาส่วนหนึ่งได้รับจากองค์การอนามัยโลก

“ยอมรับว่า ด้านการสาธารณสุขในการดูแลสุขภาพประชาชนในเวียดนามนั้น ได้รับการจัดสรรงบประมาณน้อยมาก แต่จากที่ได้มีการวางระบบเครือข่ายการป้องกันโรคตามหมู่บ้านต่างๆ ทำให้งานด้านป้องกันโรคสามารถเดินต่อไปได้ ซึ่งเครือข่ายดังกล่าวคล้ายกับ อสม.ของประเทศไทย หากมีใครเจ็บป่วย หรือป่วยด้วยอาการคล้ายโรคไข้หวัดนก จะรายงานด่วนมายังส่วนกลางเพื่อส่งหน่วยเคลื่อนที่เร็วลงไปยังพื้นที่เพื่อทำการควบคุมโรคทันที และคัดแยกผู้ป่วยและติดตามกลุ่มที่อยู่ในข่ายสงสัยเพื่อติดตามเฝ้าระวังในช่วงเวลาหนึ่ง รวมทั้งตรวจสอบแหล่งที่มาของเชื้อเพื่อทำลาย” นายลี ตรอง เกียว กล่าว

น.พ. ลี ตรอง เกียว กล่าวต่อว่า จากที่ไทยเป็นประเทศที่มีประสบการณ์มากด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะการควบคุมโรค ทั้งโรคซาร์ส เอดส์ และ ไข้หวัดนก ทำให้มีการเรียนรู้ประสบการณ์จากไทย ซึ่งที่ผ่านมาทางเวียดนามได้จัดส่งคณะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเข้าอบรมและดูงานที่ประเทศไทย รวมถึงตนเอง โดยนำรูปแบบการป้องกันโรคมาปรับใช้ภายในประเทศอย่างเหมาะสมด้วย

ขณะที่การป้องกันระดับประเทศก็เช่นกัน คือ แต่ละประเทศต้องแจ้งและแลกเปลี่ยนข้อมูลทางระบาดที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่ปิดบังข้อมูลเช่นกัน เพราะเป็นปัจจัยสำคัญต่อประเทศต่างๆ รวมทั้งเวียดนามเพื่อประเมินสถานการณ์และทำการควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิผล โดยตนขอยืนยันว่า ขณะนี้การแพร่ระบาดโรคไข้หวัดนกในเวียดนาม ยังเป็นการติดเชื้อจากสัตว์สู่คน ยังไม่ได้มีการกลายพันธุ์ของเชื้อเอช5เอ็น1 จนเกิดการระบาดจากคนสู่คน ตามที่เคยมีการรายงานและตั้งข้อสังเกตก่อนหน้านี้

"การประชุมนานาชาติโรคไข้หวัดนก" ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 23-25 มกราคม 2551 นี้ โดยประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญโรคไข้หวัดนกทั่วโลกมาร่วมประชุมเพื่อจัดองค์ความรู้ เชื่อว่าจะเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อเป็นแนวทางให้แต่ละประเทศนำไปใช้ในการวางแผนรับมือโรคไข้หวัดนกต่อไปในอนาคต

ที่มา หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2550

< Previous   Next >