Home
สุขภาพหรรษา : พาราควอต (ตอนที่ 2) Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by หมอดื้อ   
ศุกร์, 17 มกราคม 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 14.9px 0.0px; line-height: 22.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none}

ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 19 .. 2563 


ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์และหลักฐาน เชิงประจักษ์ ของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด

มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม : พาราควอต (ตอนที่ 2)

รายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร ความเป็นพิษของพาราควอตต่อการเจริญเติบโตของทารกสารพาราควอตสามารถส่งผ่านจากมารดาไปสู่ตัวอ่อนในครรภ์ ผลการวิจัยจากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ตรวจพบการตกค้างของพาราควอตในซีรั่มทารกแรกเกิดและมารดาถึง 17-20% และพบว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมมีความเสี่ยงรับสารพาราควอตมากกว่าคนทั่วไป 1.3 เท่า หญิงตั้งครรภ์ที่มีประวัติการขุดดินในพื้นที่เกษตร มีความเสี่ยงในการตรวจพบพาราควอต คิดเป็น 6 เท่าของหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่มีการขุดดิน และหญิงตั้งครรภ์ที่ทำงานในพื้นที่เกษตรกรรมช่วง 6-9 เดือนของการตั้งครรภ์ พบพาราควอตตกค้างมากกว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ไม่ได้ทำงานถึง 5.4 เท่า (Kongtip et al., 2017) และตรวจพบพาราควอตในขี้เทา เด็กทารกแรกเกิดสูงถึง 54.7% จากมารดา 53 คน (Konthonbut et al., 2018) ในขณะที่การวิจัยลักษณะเดียวกันในประเทศฟิลิปปินส์ตรวจพบพาราควอตในขี้เทาทารกเพียง 2 จาก 70 ตัวอย่าง (2.85%)

การได้รับพาราควอตจากการใช้งานของเกษตรกร

พาราควอตเป็นสารที่มีความเสี่ยงสูงมากเกินกว่าที่จะนำมาใช้งานได้อย่างปลอดภัยแม้จะมีการป้องกันที่ดีก็ตาม มีรายงานประมาณการจากการสัมผัสพาราควอต ของ EU พบว่าโอกาสสัมผัสพาราควอตจากการใช้เครื่องพ่นแบบสะพายหลังสูงกว่าระดับมาตรฐาน (AOEL) กรณีสวมอุปกรณ์ป้องกันมีโอกาส 60 เท่า และกรณีไม่ได้สวม เกิน 100 เท่า (EC., 2002) ปัจจุบันประเทศบราซิลกำหนดให้การใช้พาราควอตทำได้เฉพาะการฉีดพ่นโดยรถแทรกเตอร์ที่มีห้องโดยสารปิดมิดชิด แม้กระนั้นจากการประเมินของ Brazilian Health Regulatory Agency (ANVISA) พบว่า พาราควอตมีพิษเฉียบพลันร้ายแรง มีรายงานผู้เสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ทั้งยังสัมพันธ์กับการก่อโรคพาร์กินสัน และแม้จะมีเครื่องป้องกันที่ดีก็ตาม แต่ไม่ทำให้สามารถรับประกันอันตรายที่เกิดกับผู้ใช้ได้

p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; text-align: center; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; text-align: center; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p5 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none}

จึงกำหนดให้มีการยกเลิกการใช้ในปี 2020

ความนิยมในประเทศไทย เกษตรกรฉีดพ่นสะพายหลังเป็นส่วนใหญ่ ตัวอย่างเช่น งานศึกษาของอภิมัณฑ์ สุวรรณราช และปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ (2558) ที่จังหวัดเลย พบมีการใช้เครื่องฉีดพ่นสะพายหลังทั้งแบบใช้มือฉีดและแบบเครื่องยนต์สูงถึง 87.15% และการสวมเสื้อผ้าแบบปกปิดมิดชิด ก็ไม่สามารถป้องกันการสัมผัสทางผิวหนังได้ แม้ว่าตามทฤษฎีพาราควอตไม่สามารถดูดซึมผ่านผิวหนังได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่บาดแผลบนผิวหนัง และบาดแผลเผาไหม้ที่เกิดจากพาราควอตเองจะทำให้พาราควอต ผ่านเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็ว (Smith., 1988; Peiró et al., 2007; Lin et al., 2003) แม้แต่การสัมผัสกับพาราควอตที่ผิวหนังเพียงเล็กน้อยจะทำให้เสียชีวิตได้ โดยเฉพาะกับพาราควอตที่มีความเข้มข้นสูง (Soloukides et al., 2007)

ข้อมูลจากศูนย์พิษวิทยาโรงพยาบาลรามาธิบดี ปี ..2553-2559 พบอัตราการตายของผู้ป่วยในประเทศไทยที่ได้รับพาราควอตสูงถึง 46.1% (ผู้ป่วยทั้งหมด 4,223 คน ตาย 1,950 คน) มีอัตราการตาย 10.2% กรณีที่ผู้ป่วยสัมผัสทางผิวหนัง 14.5% กรณีที่เกิดจากอุบัติเหตุหรือไม่ตั้งใจ และ 8.2% กรณีที่เกิดจากการประกอบอาชีพ และเนื่องจากสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย จึงเป็นไปได้ยากมากที่เกษตรกรจะสวมอุปกรณ์ป้องกันที่ได้มาตรฐานเพื่อป้องกันการสัมผัสพาราควอตทางผิวหนัง ซึ่งในกรณีนี้เกณฑ์ทางจริยธรรมของ FAO เกี่ยวกับการจัดการสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ในหัวข้อ 3.6 ระบุว่าสารเคมีใดที่เป็นอันตรายในระดับที่เกษตรกรต้องใช้เครื่องป้องกันที่อึดอัดไม่สะดวกสบาย แพง หรือไม่พร้อมที่จะนำมาใช้อย่างทันท่วงที ต้องหลีกเลี่ยงการใช้สารพิษดังกล่าว โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในกรณีที่เป็นการใช้ของเกษตรกรรายย่อยในประเทศเขตร้อน” (FAO, 2014)

 

การได้รับพาราควอตจากการสัมผัสและสูดดม

สหภาพยุโรปจัดให้พาราควอตเป็นสารที่อันตรายถึงตายถ้าสูดดม ตามที่ระบุไว้ว่า “Fatal if inhaled” (EC, 2008) รวมทั้งปรากฏข้อความที่แสดงถึงความเสี่ยงหรือเป็นอันตรายบนเคมีภัณฑ์ว่า “Very Toxic by Inhalation” (Risk Phrase 26) ตาม EU Directive 67/54 เช่นเดียวกับ U.S. EPA (1997) จัดให้พาราควอตเป็นสารที่มีความเป็นพิษเฉียบพลันสูงจากการสูดดม อยู่ในกลุ่ม Category I

แม้ว่าเอกสารจะระบุว่าละอองปกติจากการฉีดพ่นจริง (400-800 μm) ใหญ่เกินกว่าที่จะเป็นพิษ แต่การกำหนดค่ามาตรฐานในอากาศแสดงว่าผ่านเข้าระบบทางเดินหายใจได้ และละอองพาราควอตจากผู้ฉีดพ่นด้วยมือจะถูกกักสะสมในจมูกซึ่งระคายเคืองต่อเยื่อเมือกจนบ่อยครั้งเกิดเป็นเลือดกำเดา และยังสามารถซึมผ่านเมือกเมื่อปริมาณมากพอก็จะเกิดความเป็นพิษทั่วร่างกาย (Catharina et al., 2001)

นอกจากนี้ Zhou และคณะ ได้รายงานความเป็นพิษของพาราควอตโดยการดูดซึมผ่านผิวหนัง ในกรณีที่สารละลายพาราควอตรั่วและติดผิวหนังขณะฉีดพ่นสารเคมีในการเกษตร อาการเมื่อแรกสัมผัสผิวหนังเกิดผื่นแดง ตามมาด้วยการพองและเลือดออก อีกหกวันต่อมาพื้นที่ผิวกายเกิดการเผาไหม้ทั้งหมด ผู้ป่วยจึงได้เข้ารับการรักษาและผ่าตัดในโรงพยาบาล Qilu ของมหาวิทยาลัยชานตงประเทศจีน ซึ่งผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างประสบความสำเร็จและรอดชีวิตได้ (Zhou et al., 2013)

การตกค้างของพาราควอตในสิ่งแวดล้อมและพืชผัก

การตกค้างในดิน จากคุณสมบัติของพาราควอตซึ่งมีประจุบวก และดินมีประจุลบ ดังนั้น ดินจึงสามารถดูดซับพาราควอตได้ดี แต่เมื่อมีการใช้สารเคมีต่อเนื่องซ้ำๆหลายปี หรือมีการใช้ในปริมาณมากจะทำให้สารเคมีสะสมจนเกินสภาวะอิ่มตัวที่สารอินทรีย์ในดิน (organic matter) จะดูดซับได้ จะเกิดการคายซับสารออกมา ทำให้พาราควอตถูกชะล้างออกจากดินไปสู่แหล่งน้ำเมื่อฝนตก และส่งผลให้พืชดูดสารเคมีเหล่านี้ผ่านรากไปสะสมในลำต้นได้และเกิดการสะสมของสารเคมีเหล่านี้ในสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศวิทยา (พวงรัตน์ และคณะ 2555)

การคายซับของสารพาราควอตจากดินสู่ลำน้ำในพื้นที่น่านและพิษณุโลกได้มีการรายงานโดยงานวิจัยของทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนเรศวร (Keochanh et al., 2018) และการคายซับพาราควอตจากตะกอนดินสู่ลำน้ำที่ปากพนัง นครศรีธรรมราช รายงานโดยสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) (Noicharoen et al., 2012)

การตกค้างในพืชพาราควอตสามารถเข้าสู่รากพืชด้วยการแพร่ (passive diffusion) ตามกลไก carriemediated system เป็นการดูดซึมสารเคมีเข้าสู่พืชในรูปแบบของ active absorption ผ่านเยื่อเมมเบรน โดยมีกลุ่มของอามีน กรดอะมิโนเป็นสารนำพาทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายพาราควอต และรวมทั้งไกลโฟเซตจากรากไปเซลล์ต่างๆของพืช แต่กลไกนี้ฆ่าพืชไม่ตาย แต่จะทำให้เกิดการสะสมในพืช (Hart et al., 1992a; Hart et al., 1992b; Hart et al., 1993; Sterling, 1994) พืชอาหารหลายชนิดสามารถสะสมพาราควอตผ่านการดูดซึมผ่านรากได้ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ พริกไทย มะเขือเทศ ถั่วเหลือง พืชกลุ่มฟักทอง เป็นต้น (Nathan, 2014, Culpaper et al., 2009, Tucker et al., 1969) ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของประเทศไทยที่พบการตกค้างของสารพาราควอตในพืชอาหารหลายชนิด (พวงรัตน์ และคณะ 2555)

สารพาราควอตที่พืชดูดซึมและสะสมในพืชนี้ไม่สามารถล้างออกได้ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใด ในงานวิจัยต่างประเทศยังพบอีกว่ามีพาราควอตตกค้างในอาหารแปรรูป เช่น แป้ง เบียร์ และอาหารเด็ก (Danezis et al., 2016)

ในรายงานการตรวจสอบสารพาราควอตตกค้างในผักของ Akinloye และคณะ (Akinloye et al., 2013) ได้พบความเข้มข้นของพาราควอต ในผักทุกชนิดที่ใช้ในการตรวจสอบอยู่ในช่วง 0.04 ถึง 0.27 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และทำให้เอนไซม์ต้านอนุมูลอิสระ เช่น catalase, peroxidase และ superoxide dismutase เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ (p <0.05) ผักที่ได้รับพาราควอต 0.50 mM จะแสดงอาการเหี่ยวแห้งโดยไม่มีแผลเน่า

โดยพบว่าปริมาณของสาร malondialdehyde (MDA) ในผักเพิ่มขึ้นเมื่อผักได้รับพาราควอตเพิ่ม และปริมาณคลอโรฟิลล์ลดลงเมื่อความเข้มข้นของพาราควอตเพิ่มขึ้น

จากผลลัพธ์เหล่านี้แสดงให้เห็นว่าผักมีความไวต่อปริมาณพาราควอตที่ได้รับแตกต่างกัน.

หมอดื้อ



Last Updated ( ศุกร์, 07 กุมภาพันธ์ 2020 )
< Previous   Next >