Home
พาราควอต (ตอนที่ 1) Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by หมอดื้อ   
อังคาร, 14 มกราคม 2020
p.p1 {margin: 0.0px 0.0px 16.1px 0.0px; line-height: 28.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p2 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p3 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p4 {margin: 0.0px 0.0px 0.0px 0.0px; text-align: center; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000; min-height: 16.0px} p.p5 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; line-height: 14.0px; font: 14.0px Arial; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} p.p6 {margin: 0.0px 0.0px 12.0px 0.0px; text-align: center; line-height: 14.0px; font: 14.0px Thonburi; color: #000000; -webkit-text-stroke: #000000} span.s1 {font-kerning: none} span.s2 {font: 14.0px Arial; font-kerning: none} span.s3 {font: 14.0px Thonburi; font-kerning: none}

ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน วันที่ 12 .. 63

 


ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และหลักฐานเชิงประจักษ์ ของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 3 ชนิด มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม : พาราควอต (ตอนที่ 1)

รายงานคณะกรรมาธิการวิสามัญ พิจารณาศึกษาแนวทางการควบคุมการใช้สารเคมีในภาคเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร ข้อมูลทางวิชาการ : เหตุผลสนับสนุนการยกเลิกพาราควอต

พาราควอตและการใช้งานทางการเกษตร

พาราควอต (Paraquat) หรือที่รู้จักกันในชื่อการค้าว่า กรัมม็อกโซน (Gra-moxone) เป็นสารกำจัดวัชพืชที่อยู่ในกลุ่มสารประกอบ Bipyridynium มีชื่อทางเคมีว่า 1, 1-dimethyl-4, 4- bipyridinium โดยทั่วไปสารพาราควอตจะอยู่ในรูปเกลือไดคลอไรด์ (dichloride salt) ซึ่งเป็นสาร ประกอบที่สามารถละลายน้ำได้ดี (Eisler, 1990)


สารพาราควอตเป็นสารควบคุมวัชพืชใช้กันอย่างแพร่หลาย เป็นสารเคมีกำจัดวัชพืชที่อยู่ในกลุ่มแบบไม่เลือกทำลาย (nonselective herbicide) ซึ่งสามารถทำลายพืชทุกชนิดที่สัมผัสและทำลายเยื่อหุ้มเซลล์ (Contacts-membrane disrupters) (ทศพล, 2545) นิยมใช้ในการเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจหลายชนิดในประเทศไทย ได้แก่ ข้าวโพด อ้อย ยางพารา มันสำปะหลัง เป็นต้น

การใช้สารพาราควอตในพื้นที่การเกษตรเป็นระยะเวลานานมากกว่า 30 ปี ส่งผลให้เกิดการตกค้างของพาราควอตสู่สิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการตกค้างในดิน ซึ่งพบว่าค่าครึ่งชีวิตของพารา-ควอตในดินอยู่ในช่วง 16 เดือน (ในห้องปฏิบัติการ) ถึง 13 ปี (ในธรรมชาติ) (Rao and Davidson, 1980) สารพาราควอตที่ตกค้างในดินในปริมาณมาก จะถูกชะล้างไปสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ น้ำใต้ดิน และตกค้างอยู่ในสิ่งมีชีวิตได้

ความเป็นพิษของพาราควอต

 

องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมของประเทศสหรัฐอเมริกา (United States Environmental Protection Agency; U.S. EPA) ได้ระบุค่า LD50 ในมนุษย์ เท่ากับ 3-5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมน้ำหนักตัว (U.S. EPA., 2013) ซึ่งต่ำกว่าค่า LD50 ในหนูทดลอง 30-50 เท่า และ U.S. EPA ได้ระบุไว้บนหน้าเว็บไซต์ว่าพาราควอตมีพิษสูงต่อมนุษย์ แค่จิบหนึ่งก็ถึงแก่ชีวิตได้ โดยไม่มียาถอนพิษ ซึ่งสอดคล้องกับรายงานวิจัยที่พบว่าอัตราการตาย (fatality) ของผู้ป่วยที่ได้สัมผัสสารพาราควอตมีอัตราตายมากกว่าผู้ป่วยที่ได้รับสารที่อยู่ในคลาส IB (มีพิษเฉียบพลันสูง)

เช่น สารเมโทมิล 3 เท่า และคาร์โบฟูราน 42.7 เท่า (Andrew et al., 2010) โดยทั้งสองสารนี้ ประเทศไทยไม่อนุญาตให้ขึ้นทะเบียน แม้ว่าองค์การอนามัยโลก (World Health Organization; WHO) จะจัดให้พาราควอต เป็นสารอันตรายปานกลาง (Moderately hazardous) แต่ได้มีหมายเหตุประกอบว่า “Paraquat has serious delayed effects if absorbed. It is of relatively low hazard in normal use but may be fatal if the concentrated product is taken by mouth or spread on the skin” (WHO, 2009)

ทั้งนี้ มี 25 ประเทศที่ยกเลิกการใช้พารา-ควอตจาก 53 ประเทศ ให้เหตุผลว่าเป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง เช่น สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก ฟินแลนด์ กัมพูชา เป็นต้น

กลไกการเกิดพิษของพาราควอตเมื่อเข้าสู่ร่างกาย พาราควอตจะกระตุ้นให้เกิดการสร้าง superoxide anion ที่นำไปสู่การสร้างสารอนุมูลอิสระจำนวนมาก นำไปสู่การทำลาย NADPH ซึ่งเป็นสารตั้งต้นที่สำคัญของกระบวนการเมตาบอลิซึมของทั้งร่างกาย ทำให้เกิดภาวะเครียดเชิงเผาผลาญ (oxidative stress) อย่างรุนแรง (Suntres, 2002) ซึ่งจะทำให้สารอนุมูลอิสระเหล่านี้ทำลายโครงสร้างต่างๆภายในเซลล์

 

รวมทั้งไมโตรคอนเดรียซึ่งมีหน้าที่สร้างพลังงานให้กับเซลล์ และควบคุมการทำงานของนิวเคลียสทำลายสารพันธุกรรม ทำให้กลไกการซ่อมแซมทางพันธุ-กรรมเสียหาย ส่งผลทำให้เซลล์ตายและทำหน้าที่ผิดปกติไป (Jang et al., 2015; Seo et al., 2014; Weidauer et al., 2004)

พาราควอตและโรคพาร์กินสันแม้ว่าโมเลกุลของพาราควอตมีประจุ ซึ่งตามทฤษฎีแล้วจะซึมผ่านผนังเซลล์ไม่ได้ แต่มีรายงานที่ชี้ให้เห็นว่า พาราควอตเข้าสู่สมองผ่านเยื่อกั้นสมอง (blood-brain-barrier; BBB) และเข้าสู่เซลล์โดปามีน โดยผ่านทางตัวนำส่ง (transporter) ต่างๆ ได้แก่ Dopamine transporter (DAT) system (Rappold et al., 2011) Neutral amino acid transporter system (Chanyachukul et al., 2004; McCormack et al., 2003; Shimizu et al., 2001) Organic cation transporter (Rappold et al., 2011) และ Choline-uptake system (Vilas-Boas et al., 2014)

และมีการรายงานการค้นพบกลไกที่พาราควอตทำลายเซลล์ประสาท จากการสร้างอนุมูลอิสระพิษ (free radical) มากขึ้น (Colleen et al., 2017)

แม้ว่าสำนักงานการจัดการศัตรูพืชและยารักษาสัตว์แห่งออสเตรเลีย (Australian Pesticides and Veterinary Medicines Au-thority; APVMA, 2016) ได้ทบทวนข้อมูลและสรุปว่า MPTP เมื่อเข้าสู่เซลล์ประสาทจะมีกลไกที่ไปรบกวนกระบวนการ oxida-tive phosphory-lation แต่พาราควอตจะเข้าไปที่ cytoplasm จึงไม่เกิดกระบวนการดังกล่าว แต่งานวิจัยของ Martinez และ Greenamyre พบว่าพาราควอตสามารถเข้าสู่เซลล์ประสาทโดปามีน และรับอิเล็กตรอนจาก complex I (c I) และทำหน้าที่เป็น redox cycler ในการทำให้เกิดภาวะเครียดออกซิเดชัน ส่งผลให้เกิด mitochondrial dysfunction และการตายของเซลล์ประสาทโดปามีนได้ เช่นเดียวกันกับ MPP+ (เปลี่ยนรูปมาจาก MPTP) และ rotenone

ดังนั้น จากกลไกข้างต้นแสดงให้เห็นว่าพาราควอตสามารถเข้าสู่ เซลล์ประสาทโดปามีน ทำให้เกิด oxidative phosphorylation และ mitochondrial dysfunction ที่นำไปสู่การตายของเซลล์ประสาทโดปามีนเช่นเดียวกันกับ MPTP (Martinez et al., 2012)

 

จากการสังเคราะห์งานวิจัยทั้งหมดอย่างเป็นระบบ (metaanalysis) ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Neurology รวบรวมงานวิจัยจากการศึกษาทั้งแบบ cohort และ case-control จำนวนทั้งหมด 104 เรื่อง ยืนยันการสัมผัสสารพาราควอตมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพาร์กินสัน (Gianni & Emanuele, 2013) อีกทั้งมีงานวิจัยทางระบาดวิทยาในหลายประเทศที่ชี้ให้เห็นว่าพาราควอตเพิ่มโอกาสการเป็นพาร์กินสัน 67-470% (Liou et al., 1997; Firestone et al., 2005; Tanner et al., 2009)

ในกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปได้ใช้เหตุผลพาราควอตทำให้เกิดโรคพาร์กินสันเป็นเหตุผลประกอบการยกเลิกการใช้ และรวมถึงประเทศที่จำกัดการใช้ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นอกจากนี้ สมาคมพาร์กินสันเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกสารพาราควอตโดยเร็ว.

หมอดื้อ

< Previous   Next >