Home
สุขภาพหรรษา : นโยบายและทิศทางการใช้ กัญชาทางการแพทย์ (ตอน 2) Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by หมอดิ้อ   
จันทร์, 11 พฤศจิกายน 2019

ไทยรัฐออนไลน์ รายงาน วันที่ 10 .. 2562


ระดับการควบคุมกับผลกระทบทางสุขภาพและสังคมผ่อนปรนเท่าไร แค่ไหนถึงเรียกสมดุล” “สร้างประโยชน์สูงที่สุด ความปลอดภัยสูงที่สุด เป็นไปได้อย่างไร

จากตัวอย่างกรณีศึกษาของยา Pseudoephedrine ที่มีข้อบ่งใช้รักษาอาการคัดจมูก เมื่อพบว่ามีการนำตัวยานี้ไปใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาเสพติด ส่งผลให้ยาดังกล่าวไม่สามารถหาซื้อได้จากร้านขายยาทั่วไป แต่จะมีใช้เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น จะเห็นได้ว่าวิธีการแก้ปัญหาดังตัวอย่างนี้เป็นวิธีการที่ไม่เหมาะสม เช่นเดียวกันกับกรณีของกัญชา ในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยได้ประกาศให้กัญชาเป็นพืชเสพติดมาโดยตลอด

ซึ่งถือเป็นการจำกัดสิทธิการเข้าถึงการรักษาที่เข้มงวดมากเกินไป (Ultra-prohibition) นำไปสู่ปัญหาการแพร่กระจายของกัญชาผิดกฎหมาย ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีมาตรฐาน มีการปนเปื้อนของโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าเชื้อรา หรือสารพิษอื่นๆ มากมายที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้ป่วยแทนที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้กัญชาเพื่อรักษาโรค

ขณะเดียวกัน บุหรี่และแอลกอฮอล์ซึ่งถือเป็นสารที่ก่อให้เกิดความมึนเมาและการเสพติดได้มากกว่ากัญชา อีกทั้งยังไม่มีประโยชน์ในทางการแพทย์แล้วด้วยนั้น กลับเป็นการเปิดให้ประชาชนเข้าถึงได้อย่างเสรี แม้จะบอกว่ามีกฎหมายจำกัดอายุผู้ซื้อ แต่ก็ไม่เป็นผลดีต่อประชาชนอย่างแน่นอน ดังที่ได้เห็นจากการรายงานข่าวอุบัติเหตุบนท้องถนนหรือปัญหาการทะเลาะวิวาทที่เกิดขึ้นทุกวัน รวมถึงแนวโน้มตัวเลขผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพจากการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำที่มีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นในการจะกำหนดระดับการควบคุมการผ่อนปรนการใช้กัญชาที่เหมาะสมจะต้องพิจารณาถึงจุดสมดุล (Strict Legal Regulation) ที่จะสามารถนำกัญชามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุดทั้งทางการแพทย์และทางเศรษฐกิจ โดยจะก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อสาธารณะทางสุขภาพและสังคมน้อยที่สุด (Social and Health Harms Minimization)


กัญชา พืชยาทางการแพทย์ หรือยาเสพติดมอมเมา ในวันที่ค่านิยมและความเชื่อเปลี่ยนแปลงไป เราไม่ลืมใครไว้ข้างหลังใช่ไหม?”

ขึ้นชื่อว่าเป็นยาเสพติดแล้ว ใครเสพก็ติด ติดแล้วเลิกยาก เมื่อร่างกายได้รับกัญชาเกินขนาดก็จะออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ส่งผลให้เกิดอาการมึนเมา นานวันเข้าก็กลายเป็นยาเสพติดให้โทษ ทว่าท่ามกลางพิษภัยของผู้เสพกัญชาจนติด กลับมีสารสกัดน้ำมันกัญชาที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคมากมาย ทำให้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ได้เกิดกระแสกัญชาฟีเวอร์ไปทั่วโลก จากการที่ทัศนคติ ค่านิยม แนวคิดความเชื่อของผู้คนที่เคยมีต่อกัญชาเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะในการนำมาใช้บรรเทาความเจ็บปวดจากการรักษาโรคมะเร็งด้วยยาเคมีบำบัด ไปจนถึงความหวังในการปราบปรามผลิตภัณฑ์กัญชาผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเสียงคัดค้านและคำถามมากมายที่ยังคาใจผู้ที่ยังไม่เห็นด้วยกับนโยบายกัญชาภายในประเทศ สิ่งสำคัญที่อยากให้ทุกท่านได้ทำความเข้าใจก่อน


คือ ทุกอย่างย่อมมี 2 ด้านเสมอ การกำหนดระดับการควบคุมต้องวิเคราะห์แยกแยะถึงประโยชน์ (Benefit) ในการรักษาโรค กับความเสี่ยง (Risk) ซึ่งหนึ่งในความเสี่ยงที่เป็นที่น่ากังวลมากที่สุดอาจเป็นปัญหาการใช้กัญชาในทางที่ผิด และการเพิ่มขึ้นของผู้เสพหน้าใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประชากรกลุ่มเด็กและเยาวชน

ในทางกลับกัน หากเปลี่ยนแนวความคิดจากผู้เสพติด คือผู้กระทำผิดกฎหมายเป็นผู้เสพติด ก็คือผู้ป่วยคนหนึ่งจะทำให้สามารถนำบุคคลเหล่านี้เข้าสู่ระบบเพื่อทำการบำบัด

ต่อไปได้ ดังนั้น ระดับการควบคุมการใช้กัญชาที่มี ประสิทธิภาพจะต้องรู้จักความพอดีและความเหมาะสมของจุดสมดุลที่เกิดบาลานซ์ระหว่างประโยชน์และความเสี่ยงมากที่สุด

ความเข้าใจผิดเรื่องสายพันธุ์ กัญชง กับกัญชากัญชง คือ พืชเศรษฐกิจมาแรง สร้างเกษตรกรไทยลืมตาอ้าปาก สร้างรายได้ให้ประชาชน

ปัจจุบันยังมีประชาชนมากกว่า 50% ที่ยังแยกแยะความแตกต่างระหว่าง กัญชา (Cannabis หรือ Marijuana) และกัญชง (Hemp) ไม่ได้ เนื่องจากพืชทั้งสองชนิดเป็นพืชในตระกูลเดียวกัน มีลักษณะทางกายภาพคล้ายคลึงกันมาก จนทำให้คนจำนวนไม่น้อยเหมารวมทั้งกัญชงและกัญชาเป็นพืชเสพติดทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงแล้ว กัญชากับกัญชงเป็นพืชคนละชนิด และถึงแม้ว่าทั้งพืชกัญชาและกัญชงจะมีสารที่ออกฤทธิ์หลัก 2 ตัวเหมือนกัน ได้แก่ สาร CBD และ THC แต่พืชทั้ง 2 สายพันธุ์กลับมีปริมาณสารออกฤทธิ์ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะกัญชง ซึ่งถ้าอ้างอิงตามกฎหมายสากลที่ระบุว่า พืชที่ให้ปริมาณสาร THC น้อยกว่า 0.3% ไม่ถือว่าเป็นพืชเสพติด

และปัจจุบันหน่วยงาน U.S. Drug En-forcement Administration (DEA) ก็ได้ถอดถอนกัญชงออกจากรายการสารที่อยู่ภายใต้การควบคุมการใช้ตามกฎหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว กัญชงจึงถือเป็นพืชที่ปลูกได้อย่างเสรีเพื่อเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (Industrial Hemp) ดังนั้นจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า กัญชงไม่ใช่พืชเสพติด ไม่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ในทางกลับกัน กัญชงคือพืชเศรษฐกิจที่มีศักยภาพในการนำมาใช้ประโยชน์เชิงธุรกิจในอุตสาหกรรมหลากหลาย กัญชงไม่ได้เป็นเพียงแหล่งของสาร CBD (Hemp–derived CBD) คุณภาพดีที่มีความปลอดภัยสูงเท่านั้นทุกส่วนของกัญชงสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หมด อาทิ

@ เมล็ดกัญชง มีโปรตีนที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าและราคาถูกกว่าถั่วเหลืองหลายเท่า จึงมีการวิจัยเพื่อแปรรูปเมล็ดกัญชงเป็นผลิตภัณฑ์โปรตีนจากพืชทดแทนถั่วเหลือง นอกจากนี้ น้ำมันในเมล็ดกัญชงยังมีกรดไขมัน Omega-3 ซึ่งเป็นกรดไขมันดีชนิดเดียวกันกับที่พบในน้ำมันปลา

@ ต้นกัญชง ซึ่งให้ปริมาณเส้นใยมากกว่าต้นกัญชาถึง 20% และเส้นใยมีคุณภาพดี แข็งแรง ทนทานมากกว่าเส้นใยฝ้ายถึง 2 เท่า ทำให้ในสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นนิยมนำเส้นใยกัญชงมาใช้ทดแทนเส้นใยสังเคราะห์เพื่อใช้เป็นส่วนประกอบหลักของชิ้นส่วนภายในรถยนต์ เช่น แผงประตู ถาดรอง เบาะหลัง และบุผนังที่เก็บของท้ายรถ เป็นต้น อีกทั้งจีนและแคนาดาเองก็เป็นประเทศที่มีมูลค่าการตลาดในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเยื่อกระดาษจากเส้นใยกัญชาอันดับต้นๆของโลก


ตามที่ราชกิจจานุเบกษาได้ออกประกาศคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เรื่องกำหนดลักษณะกัญชง (Hemp) ..2562 ระบุว่ากัญชงเป็นชนิดย่อยของพืชกัญชา ที่มีปริมาณสาร THC ในใบและช่อดอกไม่เกิน 0.5% ต่อน้ำหนักแห้ง นอกจากนี้ยังกำหนดนิยามของเมล็ดพันธุ์กัญชงว่ามีปริมาณสาร THC ในใบและช่อดอกไม่เกิน 0.3% ต่อน้ำหนักแห้ง ทั้งนี้ก็เพื่อจุดประสงค์ในการแยกระบบการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์กัญชงและกัญชาออกจากกัน และเป็นการมุ่งส่งเสริมการปลูกกัญชงให้เป็นพืชเศรษฐกิจเป็นหลัก

นอกจากนี้ การปลดล็อกสารสกัดกัญชงและกัญชาตามที่ระบุในประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษประเภท 5 (ฉบับที่ 2) ..2562 ซึ่งได้ถอดถอนรายการกัญชงและ กัญชาดังต่อไปนี้ออกจากการเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ก็นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของนโยบายสนับสนุนการใช้กัญชา เพื่อสร้างประโยชน์ในทางการแพทย์และเชิงเศรษฐกิจให้แก่ประเทศไทยอย่างแท้จริง

สารสกัดจากพืชกัญชงและพืชกัญชา ได้แก่ สาร cannabidiol (CBD) ที่มีความบริสุทธิ์มากกว่าหรือเท่ากับ 99% และมีปริมาณสาร Tetrahydrocannabinol (THC) ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ไม่เกิน 0.01% โดยน้ำหนัก

ผลิตภัณฑ์ที่มี CBD เป็นส่วนประกอบหลัก และมีสาร THC เป็นองค์ประกอบไม่เกิน 0.2% โดยน้ำหนัก ซึ่งเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพรตามกฎหมายว่าด้วยยาหรือผลิตภัณฑ์สมุนไพร

เมล็ดกัญชง (Hemp seed) หรือ น้ำมันจากเมล็ดกัญชง (Hemp seed oil) หรือสารสกัดจากเมล็ดกัญชง ให้สามารถใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอางได้ แต่เมล็ดที่ใช้ต้องเป็นเมล็ดที่ไม่สามารถนำไปเพาะพันธุ์ต่อได้

เปลือกแห้ง แกนลำต้นแห้ง เส้นใยแห้ง และผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากส่วนประกอบนี้ของกัญชาและกัญชง.

หมอดื้อ


< Previous   Next >