Home
เชื้อดื้อยา : โรงพยาบาลทั่วโลกกำลังกังวลกับเชื้อราดื้อยาตัวใหม่ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Supaporn Wacharapluesadee   
ศุกร์, 23 สิงหาคม 2019

BBC NEWS รายงาน วันที่ 20 สิงหาคม 2562 

 

งานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นอาจนำมาสู่การเพิ่มขึ้นของการติดเชื้อที่มาจากเชื้อราดื้อยาชนิดนี้ ขณะที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ได้ออกมาให้ข้อมูลของกลุ่มคนที่มีความเปราะบางว่าจะติดเชื้อชนิดนี้เพื่อลดความเสี่ยงในการระบาด


แคนดิดา ออริส เป็นยีสต์ชนิดหนึ่งซึ่งอยู่ในตระกูลเห็ดรา สามารถติดเชื้อได้ในมนุษย์ และยังมีความเกี่ยวข้องการติดเชื้อของเชื้อราแคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida albicans) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเชื้อราในปาก

แคนดิดา ออริส ถูกพบครั้งแรกในหูของผู้ป่วยชาวญี่ปุ่นที่โรงพยาบาลในกรุงโตเกียวเมื่อปี 2009

ตามปกติแล้ว ยีสต์แคนดิดามีชีวิตอยู่บนผิวหนังของมนุษย์โดยไม่ก่อให้เกิดปัญหาใด แต่จะกลายเป็นโรคติดเชื้อเมื่อมนุษย์มีสภาพร่างกายที่ไม่แข็งแรง หรือยีสต์ชนิดนี้ไปอยู่ในอวัยวะบางส่วนของร่างกายที่ผิดที่ อย่างในกระแสเลือด หรือปอด


เชื้อราดื้อยาตัวใหม่ ทำให้เกิดโรคอะไรบ้าง

เชื้อราดื้อยา แคนดิดา ออริส ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสเลือด ระบบหายใจ ระบบประสาทส่วนกลาง อวัยวะภายในร่างกาย รวมทั้งการติดเชื้อที่ผิวหนัง การติดเชื้อมักเป็นการติดเชื้อที่รุนแรง พบการเสียชีวิตของผู้ป่วยกว่าร้อยละ 60 ที่ติดเชื้อจากเชื้อราดื้อยาชนิดนี้

นอกจากนี้ แคนดิดา ออริส ยังต่อต้านยาที่ใช้รักษาตามปกติ จึงทำให้การรักษาอาการติดเชื้อทำได้ยากลำบาก ในบางกรณียากต่อการวินิจฉัยในระยะแรกที่ตรวจพบ ทำให้การรักษาผู้ป่วยอาจไม่ถูกตามวิธีการ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยอาจเจ็บป่วยยาวนานขึ้นหรือมีอาการที่รุนแรงขึ้น

"มีรายงานการระบาดในโรงพยาบาลหลายแห่งในสหราชอาณาจักรจนต้องรับการสนับสนุนจากสำนักงานสาธารณสุขของอังกฤษ" ดร. อีเลน เคลาท์แมน-กรีน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการควบคุมการติดเชื้อและอาจารย์แพทย์ประจำมหาวิทยาลัยยูซีแอล ระบุ

แคนดิดา ออริส เติบโตได้ดีในสภาวะแวดล้อมภายในโรงพยาบาล ดังนั้น การทำความสะอาดจึงเป็นวิธีหลักในการควบคุม การติดเชื้อดื้อยาตัวใหม่นี้ อันตรายต่อทั้งตัวผู้ป่วยเองและโรงพยาบาล

ด้าน ดร. คอลิน บราวน์ นักจุลชีววิทยาที่ปรึกษาทางการแพทย์ของสำนักงานสาธารณสุขอังกฤษ เปิดเผยว่า โรงพยาบาลในสังกัดสำนักบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ยังไม่พบผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อดื้อยาตัวนี้


ควรกังวลแค่ไหน

หากไม่ได้เดินทางไปที่โรงพยาบาล ก็ไม่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แต่หากต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็นเวลานานหรือว่าอยู่ในสถานดูแลพักฟื้น รวมทั้งผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ อยู่ในกลุ่มที่เสี่ยงต่อการได้รับเชื้อราดื้อยาชนิดนี้

ผู้ที่รับประทานยาปฏิชีวนะบ่อย ก็อยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อเช่นกัน เนื่องจากยาปฏิชีวนะจำนวนมากที่ร่างกายรับเข้าไปได้ทำลายแบคทีเรียดี อันเป็นแบคทีเรียที่ต่อต้านเชื้อราดื้อยาตัวนี้เข้าสู่ร่างกาย


ในสหราชอาณาจักร มีผู้ป่วยที่ติดเชื้อจากเชื้อราดื้อยาตัวนี้ 60 คน นับตั้งแต่ปี 2013

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่า มีหลายประเทศทั่วโลกในขณะนี้ที่มีรายงานผู้ป่วยติดเชื้อ รวมทั้งในประเทศแถบยุโรปหลายประเทศ ซึ่งมีกรีซเป็นประเทศล่าสุดที่พบการติดเชื้อเมื่อ เม..ปีนี้


ทำไมแคนดิดา ออริส ดื้อยารักษาทั่วไป

อย่างไรก็ตาม ในการรักษาผู้ป่วยที่ติดเชื้อชนิดนี้ พบการต่อต้านการรักษาจากยารักษาเชื้อรา เช่น ฟลูโคนาโซล นั่นหมายความยาประเภทนี้ ไม่สามารถรักษาอาการติดเชื้อดื้อยาตัวนี้ได้ แพทย์จึงใช้ยากลุ่มรักษาการติดเชื้อยาอีกกลุ่มที่ไม่ใช้โดยทั่วไปมารักษาผู้ป่วย แต่ขณะนี้เชื้อราดื้อยาตัวใหม่ ได้พัฒนาตัวเองขึ้นเพื่อเอาชนะยารักษาโรคด้วย

นอกจากนี้ ยังพบว่าสารพันธุกรรมหรือดีเอ็นเอต่อต้านยารักษาเชื้อราในแคนดิดา ออริส ยังมีความคล้ายคลึงกับที่พบในเชื้อยาดื้อยากลุ่มเดียวกัน ซึ่งชี้ให้เห็นว่า เชื้อราดื้อยาได้พัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาอีกชนิดหนึ่ง

 

งานศึกษาวิจัยชี้ว่า การติดเชื้อจากเชื้อราดื้อยาตัวใหม่จะพบมากขึ้น เพราะสายพันธุ์ของเชื้อราดื้อยาตัวนี้ได้พัฒนาขึ้นมาเพื่ออยู่กับอากาศที่ร้อนขึ้น ซึ่งแตกต่างจากเชื้อราโดยทั่วไปที่ชอบอยู่ในอุณหภูมิที่เย็นในดิน แต่ตอนนี้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น เชื้อราดื้อยาแคนดิดา ออริส จึงปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศใหม่ ซึ่งหมายความเชื้อราดื้อยาพวกนี้จะอยู่เจริญเติบโตได้ในร่างกายมนุษย์ ซึ่งมีอุณหภูมิเฉลี่ย 36-37 องศาเซลเซียส

 

candida.jpg

 

 

ป้องกันอย่างไร

นักวิชาชีพด้านการแพทย์และการรักษาพยาบาลจำเป็นต้องทราบว่า ผู้ที่รักษาตัวในโรงพยาบาลเป็นเวลานาน ผู้ที่อยู่ในสถานดูแลพักฟื้น ผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เป็นกลุ่มที่อยู่ในความเสี่ยงสูง

โรงพยาบาลแต่ละแห่งอาจตรวจไม่พบเชื้อราดื้อยาประเภทนี้ เช่น อาจเกิดความผิดพลาดในการตรวจว่าเป็นการติดเชื้อราทั่วไปและทำให้การรักษาไม่ถูกต่อโรค ดังนั้น การปรับปรุงการวินิจฉัยจะช่วยให้พบเชื้อราดื้อยาชนิดนี้ในผู้ป่วยได้ไวขึ้น ทำให้การรักษาถูกต้องแก่ภาวะของการติดเชื้อและเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่ระบาด


 

Last Updated ( เสาร์, 24 สิงหาคม 2019 )
< Previous   Next >