Home
สุขภาพ : ประวัติศาสตร์ฉบับย่อของการฉีดวัคซีน Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Supaporn Wacharapluesadee   
ศุกร์, 05 สิงหาคม 2016

BBC รายงาน วันที่ 19 มิย 2562

วัคซีนคืออะไร ? มันทำงานอย่างไร ? และเหตุใดคนบางกลุ่มถึงหวาดระแวงกลัวการฉีดวัคซีน

อันที่จริงแล้ว วัคซีนช่วยชีวิตคนไว้ได้เป็นจำนวนกว่าหลายล้านคนต่อปี เรื่องราวต่อไปนี้คือความเป็นมาของวัคซีน และสาเหตุที่ทำให้มันมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา วัคซีนช่วยรักษาชีวิตมนุษย์ไว้ได้ถึงหลายสิบล้านชีวิต แต่ปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขในหลายประเทศกลับรายงานถึงแนวโน้มใหม่ที่ผู้คนเกิด "ความลังเลไม่แน่ใจที่จะรับวัคซีน" ซึ่งทำให้จำนวนผู้ปฏิเสธการฉีดวัคซีนมีเพิ่มมากขึ้น 

องค์การอนามัยโลกมีความวิตกกังวลต่อแนวโน้มดังกล่าวอย่างมาก ถึงกับระบุให้การปฏิเสธวัคซีนเป็น 1 ใน 10 ประเด็นที่เป็นภัยต่อสุขภาพของประชากรโลกประจำปีนี้

การค้นพบวัคซีนเกิดขึ้นได้อย่างไร ?

ก่อนที่วัคซีนจะถือกำเนิดขึ้น โลกใบนี้คือสถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยอันตรายยิ่งกว่าทุกวันนี้มาก ผู้คนจำนวนหลายล้านตายลงทุกปีจากโรคภัยที่ปัจจุบันเราสามารถหาวิธีป้องกันได้แล้ว

ชาวจีนในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 10 คือคนกลุ่มแรกที่ค้นพบวิธีสร้างภูมิคุ้มกันโรคซึ่งคล้ายกับการให้วัคซีน วิธีนี้เรียกว่า variolation หมายถึงการให้คนที่มีสุขภาพดีรับเนื้อเยื่อหรือสะเก็ดแผลซึ่งเกิดจากโรคของผู้ป่วยเข้าร่างกาย เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเอง

800 ปีต่อมา นายแพทย์เอ็ดเวิร์ด เจนเนอร์ ชาวอังกฤษ สังเกตเห็นว่าหญิงคนงานรีดนมวัวมักติดเชื้อฝีดาษวัว (cowpox) อย่างอ่อน แต่แทบไม่เคยป่วยเป็นไข้ทรพิษ (smallpox) ที่รุนแรงถึงชีวิตเลยสักครั้ง 

ไข้ทรพิษหรือฝีดาษนั้นเป็นโรคติดเชื้อที่ติดต่อกันได้ง่าย ผู้ป่วยมีความเสี่ยงที่จะเสียชีวิตสูงราว 30% ส่วนคนที่รอดชีวิตก็มักจะมีแผลเป็นทั่วร่างหรือตาบอด

เมื่อปี 1796 นายแพทย์เจนเนอร์ได้ทำการทดลองบางอย่างกับเด็กชายเจมส์ ฟิปส์ วัย 8 ขวบ โดยนำหนองจากแผลของผู้ป่วยฝีดาษวัวใส่เข้าไปใต้ผิวหนังของเด็กชายฟิปส์ ทำให้ในเวลาต่อมาหนูน้อยมีอาการของโรคฝีดาษวัวไปด้วย

แต่เมื่อเด็กชายฟิปส์หายจากโรคฝีดาษวัวแล้ว มีการนำเชื้อไข้ทรพิษที่รุนแรงเข้าสู่ร่างกายของเขาอีกครั้ง แต่คราวนี้ปรากฏว่าหนูน้อยไม่ล้มป่วยด้วยโรคติดต่อมรณะ ซึ่งแสดงว่าเชื้อฝีดาษวัวที่ได้รับไปก่อนหน้านี้ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเขา

ต่อมาในปี 1798 ผลการทดลองนี้ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่สู่วงวิชาการแพทย์ และเริ่มมีการเรียกชื่อวิธีสร้างภูมิคุ้มกันนี้ว่า "วัคซีน" ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำในภาษาละตินว่า vacca ที่หมายถึงวัว

ความสำเร็จของวัคซีน

วัคซีนช่วยบรรเทาและป้องกันความเสียหายใหญ่หลวง ซึ่งสามารถเกิดขึ้นจากโรคหลายชนิดในช่วงศตวรรษที่แล้วได้เป็นอย่างมาก เช่นในอดีตก่อนทศวรรษ 1960 ที่มีการนำวัคซีนโรคหัดมาใช้เป็นครั้งแรก มีผู้คนทั่วโลกต้องล้มตายลงเพราะโรคนี้ถึงราว 2.6 ล้านคนต่อปี 


องค์การอนามัยโลกรายงานสภาพการณ์หลังการใช้วัคซีนโรคหัดด้วยว่า มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากโรคนี้ลดลงถึง 80% ทั่วโลก ระหว่างปี 2000-2017 

ไม่กี่สิบปีที่แล้ว ผู้ป่วยโปลิโอหลายล้านคนอาจต้องเป็นอัมพาตหรือถึงกับเสียชีวิต แต่ทุกวันนี้โปลิโอแทบจะหมดสิ้นไปจากโลกเพราะการฉีดวัคซีน

ทำไมคนบางกลุ่มปฏิเสธการฉีดวัคซีน ?

ความระแวงสงสัยต่อวัคซีน มีมาตั้งแต่ช่วงที่วงการแพทย์เริ่มเผยแพร่การให้วัคซีนยุคใหม่แล้ว โดยก่อนหน้านี้ผู้คนต่อต้านการรับวัคซีนด้วยเหตุผลทางศาสนา หรือมีความเชื่อว่าวัคซีนคือสิ่งสกปรกปนเปื้อน บางคนมองว่าการบังคับฉีดวัคซีนละเมิดต่อเจตจำนงเสรีของมนุษย์

ในช่วงต้นศตวรรษที่ 19 เกิดขบวนการที่เป็นแนวร่วมต่อต้านการรับวัคซีนไปทั่วอังกฤษ โดยคนกลุ่มนี้ร่วมกันผลักดันให้ใช้วิธีอื่นในการป้องกันโรคระบาด เช่นการแยกและกักกันผู้ป่วย

เมื่อถึงทศวรรษ 1870 แนวร่วมต่อต้านวัคซีนกลุ่มแรกในสหรัฐฯ ก็ถือกำเนิดขึ้น หลังนายวิลเลียม เท็บบ์ นักเคลื่อนไหวชาวอังกฤษได้ไปเยือนสหรัฐฯ ไม่นานนัก

ส่วนนักเคลื่อนไหวผู้รณรงค์ต่อต้านวัคซีนคนสำคัญในปัจจุบัน ได้แก่นายแพทย์แอนดรูว์ เวกฟีลด์ ซึ่งอาศัยอยู่ที่กรุงลอนดอน โดยในปี 1998 เขาตีพิมพ์รายงานเท็จที่กล่าวหาว่า ภาวะออทิสติกและโรคทางเดินอาหารบางชนิด เกิดจากการที่เด็กรับวัคซีน MMR ซึ่งเป็นวัคซีนรวมที่ป้องกันโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูมไปพร้อมกัน 

แม้รายงานของนพ. เวกฟีลด์จะถูกเปิดเผยในเวลาต่อมาว่าไม่น่าเชื่อถือ ทั้งตัวเขายังถูกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพในสหราชอาณาจักรด้วย แต่ตัวเลขสถิติในเวลาต่อมากลับชี้ว่ามีเด็กเข้ารับการฉีดวัคซีนลดน้อยลง

ในปี 2004 เพียงปีเดียว มีเด็กที่ได้รับวัคซีน MMR ลดลงถึงหนึ่งแสนคนในสหราชอาณาจักร ซึ่งก็ส่งผลให้เกิดโรคหัดแพร่ระบาดเพิ่มขึ้นหลังจากนั้น

เรื่องของวัคซีนยังถูกทำให้เป็นประเด็นทางการเมืองมากขึ้นด้วย เช่นนายมัตเตโอ ซัลวินี รัฐมนตรีมหาดไทยของอิตาลี ประกาศตัวอยู่ข้างเดียวกับฝ่ายต่อต้านการฉีดวัคซีน ส่วนประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ กล่าวหาอย่างเลื่อนลอยว่าวัคซีนทำให้เกิดภาวะออทิสติก แต่ภายหลังเขากลับคำพูดโดยเรียกร้องให้บรรดาพ่อแม่พาลูกไปฉีดวัคซีน

ผลการสำรวจระหว่างประเทศว่าด้วยทัศนคติต่อการฉีดวัคซีน ชี้ว่าคนส่วนใหญ่ในหลายประเทศยังคงมีความเชื่อมั่นและมองเรื่องการรับวัคซีนในทางบวก แต่ระดับความเชื่อถือในเรื่องนี้กลับต่ำสุดในภูมิภาคยุโรป โดยฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ผู้คนเชื่อมั่นว่าวัคซีนมีความปลอดภัยน้อยที่สุด

การต่อต้านวัคซีนทำให้เกิดความเสี่ยงอะไรบ้าง ?

เมื่อประชากรจำนวนมากได้รับวัคซีน มันจะช่วยป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ซึ่งเท่ากับเป็นการป้องกันให้แก่คนที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน หรือคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติไปด้วย สิ่งนี้เรียกว่า "ภูมิคุ้มกันหมู่" (herd immunity) ซึ่งหากพังทลายลงแล้วจะทำให้ประชากรในวงกว้างเสี่ยงต่อการติดโรคร้ายแรงอย่างสูง

สัดส่วนของประชากรที่จำเป็นต้องได้รับวัคซีนเพื่อรักษาภูมิคุ้มกันหมู่เอาไว้นั้น แตกต่างกันออกไปในแต่ละโรค เช่นกรณีของโรคหัดต้องมีจำนวนผู้ได้รับวัคซีนไม่ต่ำกว่า 95% ส่วนโปลิโอนั้นต้องไม่น้อยกว่า 80%

แพทย์อาวุโสผู้มีความเชี่ยวชาญระดับสูงที่สุดของอังกฤษกล่าวเตือนเมื่อปีที่แล้วว่า มีผู้คนที่หลงเชื่อข้อมูลเท็จเรื่องวัคซีนในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมากเกินไป ส่วนนักวิจัยในสหรัฐฯก็ค้นพบว่า ตัวการเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่สร้างความขัดแย้งขึ้นในโลกออนไลน์ก็คือ "บอต" หรือโปรแกรมอัตโนมัติคล้ายหุ่นยนต์ของรัสเซียนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม สัดส่วนของประชากรเด็กทั่วโลกที่ได้รับวัคซีนตามคำแนะนำของแพทย์ ถือว่ายังคงไม่เปลี่ยนแปลง โดยอยู่ที่ราว 85% ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ตามสถิติขององค์การอนามัยโลกซึ่งยืนยันด้วยว่าวัคซีนช่วยป้องกันการเสียชีวิตของผู้คนได้มากถึง 2-3 ล้านรายในแต่ละปี

ความท้าทายที่ใหญ่หลวงที่สุดในเรื่องของวัคซีน ยังคงเป็นการมีอัตราผู้ได้รับวัคซีนต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของประเทศที่เพิ่งผ่านสงครามและมีระบบการสาธารณสุขต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งรวมถึงอัฟกานิสถาน อังโกลา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก 

ส่วนกรณีการไม่ได้รับวัคซีนในประเทศที่พัฒนาแล้ว องค์การอนามัยโลกระบุว่า นอกจากความเข้าใจผิดที่ทำให้ต่อต้านวัคซีนดังที่กล่าวมาข้างต้น ยังมีสาเหตุมาจากการเพิกเฉยปล่อยปละละเลยเป็นสำคัญด้วย ซึ่งดูเหมือนผู้คนบางส่วนจะหลงลืมไปแล้วว่า โรคภัยหลายชนิดทำอันตรายอะไรกับเราได้บ้าง


Last Updated ( อาทิตย์, 14 กรกฎาคม 2019 )
< Previous   Next >