Home
สธ.ไทย รับเป็นผู้นำคุมโรคอีโบลา-เชื้อดื้อยา Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
ศุกร์, 28 กันยายน 2018
กระทรวงสาธารณสุขไทย รับเป็นประเทศผู้นำ พัฒนาเครือข่ายทางห้องปฏิบัติการทางสาธารณสุข และพัฒนาทีมนักระบาดวิทยาร่วมกับนานาชาติ เพื่อรับมือกับโรคติดต่ออุบัติใหม่และปัญหาเชื้อดื้อยา เล็งเสนอแผนสนับสนุนควบคุมโรคอีโบลา แก่ประเทศต้นทางการระบาดของโรคต่อ ครม.โดยเร็วที่สุด  เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 57 ศ.นพ.รัชตะ รัชตะนาวิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวหลังร่วมประชุมวาระความมั่นคงด้านสุขภาพของโลก (Global Health Security Agenda : GHSA) ร่วมกับผู้นำองค์กรสุขภาพโลก เช่น องค์การอนามัยโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ องค์สุขภาพสัตว์โลก กระทรวงสาธารณสุขประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ที่ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 26 ก.ย. 2557 ว่า สาระหลักของการประชุมครั้งนี้ เพื่อสนับสนุนให้ประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกทั่วโลก เร่งพัฒนาสมรรถนะในการป้องกันภาวะคุกคามจากโรคติดต่อและโรคติดต่ออุบัติใหม่ ให้ได้ตามกฎอนามัยระหว่างประเทศ พ.ศ. 2548 รวมทั้งสร้างความร่วมมือป้องกันปัญหาเชื้อดื้อยา เพื่อสร้างความมั่นคงด้านสุขภาพของโลก Read More ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ให้ความสำคัญสูงสุด ในการควบคุมการระบาดของโรคอีโบลา ในประเทศแอฟริกาตะวันตกที่กำลังทวีความรุนแรง และจำเป็นเร่งด่วนในการควบคุมการระบาดในประเทศต้นทาง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขไทยพร้อมให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ โดยจะนำเสนอแผนความช่วยเหลือแก่ประเทศต้นทางการระบาดของโรค ให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาให้ความเห็นชอบโดยเร็วที่สุด  ศ.นพ.รัชตะ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยพร้อมที่จะร่วมขับเคลื่อนวาระความมั่นคงด้านสุขภาพของโลกร่วมกับนานาชาติ เป็นไปตามกรอบกฎอนามัยระหว่างประเทศ ทั้งในฐานะประเทศที่มีส่วนร่วมและประเทศผู้นำ ในเรื่องการพัฒนาเครือข่ายทางห้องปฏิบัติการทางสาธารณสุข และการพัฒนากำลังคนด้านสาธารณสุขในสาขาระบาดวิทยา ซึ่งไทยมีประสบการณ์เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และจะร่วมในการป้องกันควบคุมปัญหาเชื้อจุลชีพดื้อยาปฏิชีวนะด้วย เนื่องจากกำลังเป็นปัญหากระทบทั่วโลก พบหลายโรค เช่น วัณโรค ในปี 2555 พบผู้ป่วยทั่วโลกประมาณ 450,000 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อชนิดดื้อยารายใหม่ร้อยละ 6 ส่วนรายเก่าพบร้อยละ 24 และยังพบในโรคมาลาเรีย หนองใน เอชไอวี และไข้หวัดใหญ่ หากไม่ช่วยกันเร่งแก้ไข จะมีผลทำให้ผู้ป่วยป่วยนานวันขึ้น มีอาการรุนแรง เพิ่มความเสี่ยงเสียชีวิตสูงขึ้น และต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากยาที่ใช้อยู่เดิมอาจไม่ได้ผล หรือต้องใช้ขนาดยาให้แรงขึ้น  Read More
< Previous   Next >