Home
ระวังไข้เลือดออก ยุงร้ายกว่าเสือ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
ศุกร์, 13 พฤศจิกายน 2015
สถานการณ์โรค “ไข้เลือดออก” ปีนี้มีทีท่าน่าเป็นห่วง “กรมควบคุมโรค” รายงานข้อมูลประจำสัปดาห์ที่ 36 ปี 2561 ณ วันที่ 18 กันยายน 2561 ระบุว่า มีผู้ป่วย 57,129 ราย ตาย 71 ราย อัตราป่วยต่อแสนอยู่ที่ 86.48...และอัตราป่วยตายอยู่ที่ร้อยละ 0.12 มีการรายงานจำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกมากกว่าปี 2560 ในช่วงเวลาเดียวกันถึง 1.5 เท่าและยิ่งน่าสนใจเมื่อเทียบกับปี 2558 ที่มีผู้ป่วย 85,724 ราย ตาย 74 ราย อัตราป่วยต่อแสนอยู่ที่ 131.63...อัตราป่วยตายอยู่ที่ร้อยละ 0.09 หากยังจำกันได้เป็นปีเดียวกันที่พระเอกดัง “ปอ ทฤษฎี” ก็ป่วยด้วยโรคนี้ ในปีนี้หากจำแนกเป็นรายภาค “ภาคกลาง” มีผู้ป่วยมากที่สุดอยู่ที่ 23,643 ราย เสียชีวิต 37 ราย...รองลงมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้ป่วย 13,442 ราย เสียชีวิต 10 ราย...ภาคเหนือป่วย 11,841 ราย เสียชีวิต 13 ราย และภาคใต้ 8,203 ราย เสียชีวิต 11 ราย การกระจายการเกิดโรคไข้เลือดออกตามกลุ่มอายุ พบว่า ส่วนใหญ่พบในกลุ่มอายุ 10-14 ขวบ มีอัตราป่วยสูงสุดอยู่ที่ 293.01 ต่อประชากรแสนคน รองลงมากลุ่มอายุ 5-9 ปี (227.19)...อายุ 15-24 ปี (159.49)...อายุ 0-4 ปี (99.42) และอายุ 25-34 ปี (80.44) “อาชีพ” ที่พบผู้ป่วยสูงสุดคือ “นักเรียน”...ร้อยละ 48.48 รองลงมาอาชีพรับจ้าง ร้อยละ 18.69...โดยมีสัดส่วนผู้ป่วยเพศชายกับเพศหญิงใกล้เคียงกัน  Read More “โรคไข้เลือดออก”...เป็นโรคที่สร้างความสับสนให้กับทั้งแพทย์และคนไข้มากที่สุด ด้วยอาการที่เริ่มต้นด้วยลักษณะเช่นเดียวกับไข้หวัดธรรมดาไปจนถึงไข้หวัดใหญ่ หรืออาจมีอาการไข้อย่างเดียวนำมาก่อน โดยไม่มีการออกอาการเฉพาะใดๆในวันแรกๆ... หมอทั้งร้อยคน หากตรวจวินิจฉัยตามตำราย่อมแยกออกแทบไม่ได้ ต้องอาศัยการติดตามตัวคนไข้ว่าหากรักษาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น นัดตรวจติดตามดูอาการอื่นๆที่จะปรากฏร่วม เช่น คลื่นไส้อาเจียนจนถึงปวดท้อง ...ซึ่งก็คล้ายกับไข้หวัดลงกระเพาะลำไส้อยู่ดี ในระยะนี้บางทีก็จะชวนสงสัยได้ยาก แม้รัดแขนก็อาจไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่าเป็นไข้เลือดออก กว่าจะมีอาการจำเพาะของกลุ่มไวรัสนี้ก็เช่น เกร็ดเลือดต่ำ มีจุดเลือดออกหรือมีเลือดออกที่ต่างๆในร่างกายก็เป็นระยะท้ายๆที่มักมีอาการเปลี่ยนแปลงที่เร็วมาก “ยุงร้ายกว่าเสือ” ดูจะเป็นเรื่องจริง “หมอดื้อ” เคยเขียนไว้ในคอลัมน์ “สุขภาพหรรษา” นสพ.ไทยรัฐ ว่า ตั้งแต่หมอยังเด็กๆมีการรณรงค์กำจัดยุงทั้งยุงเด็ก ยุงแก่ รวมลูกน้ำ จำความได้...มีการวิจัยมากมาย ปล่อยปลากินลูกน้ำ ปล่อยทราย จุลินทรีย์ ฆ่าไข่ ลูกน้ำ มีสำนักยุงแบบเฉพาะ...ยุงลาย...ยุงก้นปล่อง...ยุงรำคาญ แต่แล้วยังคงมี “ยุง” หึ่งไปหมด หลายชนิดที่พร้อมฟูมฟักเชื้อโรค ทั้งมาลาเรีย ไวรัสไข้เลือดออกเดงกีย์ ไวรัสไข้ตัวงอ เพราะปวดข้อ ข้ออักเสบ ชิกุนกุนยา และมาใหม่ซิการ์ ไม่รุนแรงมากในผู้ใหญ่ มีตาแดง ผื่น ไข้น้อยๆ ปวดหัว ปวดเมื่อย แต่...ถ้าถูกหวย ก็เกิดเส้นประสาทอักเสบ แขนขา อัมพาต หรือสมอง ไขสันหลังอักเสบ ที่หวาดวิตกคือ “คนท้องติดเชื้อ” ทำให้เด็กในท้องติดเชื้อตาม หัวลีบตั้งแต่อยู่ในท้อง หรือมาลีบหลังเกิด และมีความผิดปกติแต่กำเนิด อีกมากแม้ไม่มีหัวลีบ ที่หวาดเสียวกันก็คือ...ผู้ชายมีเชื้อปล่อยในน้ำอสุจิได้นานถึง 6 เดือน ผู้หญิงก็ได้ปล่อยเชื้อออกมาทางช่องคลอด แต่ระยะเวลาไม่นาน ปัญหาสำคัญมีว่า...ทางป้องกันจะพึ่งการพ่นหมอกควันอาจจะมีข้อจำกัดหลายประการ จนทำให้อาจเข้าใจว่าจะมีประสิทธิภาพเก่งกาจ ในขณะนี้เป้าคือยุงลายซึ่งเป็นยุงในบ้าน สำนักแมลง กระทรวงสาธารณสุข และสำนักโรคอุบัติใหม่ได้ให้ ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการพ่นควันและละอองสำหรับยุงตัวแก่มีรายละเอียดดังนี้คือ การกำจัดยุงตัวแก่มี 2 วิธี คือ การพ่นหมอกควัน (ขนาด 0.1-20 ไมครอน) และการพ่นละออง ULV (ขนาด 15-21 ไมครอน) ซึ่งการใช้วิธี ULV จะมีประสิทธิภาพสูงกว่าในการกำจัดยุงตัวแก่  Read More
Last Updated ( พฤหัสบดี, 27 กันยายน 2018 )
< Previous   Next >