Home
โรคหมาบ้ายังอยู่...ระวัง (หมอดื้อ) Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Thirawat(moo)   
จันทร์, 12 มีนาคม 2018

“แม่จ๋า.....ช่วยหนูด้วย....หนูปวดเหลือเกิน” เป็นประโยคที่หนูเพ็ญ (นามสมมติ) อายุ 9 ขวบ ร้องคร่ำครวญซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับแม่และคนรอบข้าง จนกระทั่งเธอเริ่มซึมจากยานอนหลับที่ให้ เพื่อบรรเทาอาการปวดทรมาน และในที่สุด เธอก็ไม่รู้สึกตัวและเสียชีวิตในที่สุด โดยที่ไม่มีใครช่วยได้

หนูเพ็ญเป็นเหยื่อของโรคพิษสุนัขบ้า (rabies) ซึ่งใครๆก็คิดว่าไม่มีปัญหาในประเทศไทย และก็ไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าไหร่ เพ็ญเป็นเด็กรักสัตว์ เธอชอบเล่นกับหมา แมว ข้างถนน หาข้าวให้หมาที่ไม่มีเจ้าของ แน่นอน ไม่เคยมีใครทราบว่าเธอถูกหมางับบ้าง ข่วนบ้าง บ่อยๆ

ไม่เคยมีใครบอกว่าหมา แมว สามารถปล่อยเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าออกมาในน้ำลายได้ไม่ต่ำกว่า 10 วัน ก่อนที่เขาจะเริ่มแสดงอาการ โดยที่ในขณะนั้นเขาอาจจะดูเป็นหมา แมวปกติ และที่กัดก็เป็นเพราะเหตุบังเอิญ หยอกเล่นกัน แม้แต่รอยข่วนจากเล็บของหมา แมว ก็สามารถทำให้ติดเชื้อได้ จากไวรัสที่ค้างติดอยู่ที่เล็บ

7 วัน ก่อนที่หนูเพ็ญจะเสียชีวิต เธอเริ่มบ่นครั่นเนื้อครั่นตัว ปวดเมื่อย มีไอแห้งๆ และเจ็บคอ ยังพอทานน้ำ ทานข้าวต้มได้ พ่อ แม่หนูเพ็ญ พาเธอไปหาแพทย์ที่โรงพยาบาล 2-3 แห่ง แต่ไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ชัดเจน เนื่องจากอาการเช่นนี้จะไม่มีลักษณะพิเศษใดๆ ซึ่งในโรคพิษสุนัขบ้า เรียกว่า อาการนำ

ผู้ป่วยโรคพิษสุนัขบ้าที่ได้ไวรัสจากหมา แมว (dog variant, genotype 1) บางราย (ประมาณ 30%) จะมีอาการปวดแสบ ร้อน คัน บริเวณแผลที่ถูกกัด ซึ่งอาจจะเป็นลักษณะทำให้แพทย์สงสัยว่าเป็นอาการเริ่มของโรคพิษสุนัขบ้าได้ อาการแสบคันดังกล่าว เกิดจากการที่ไวรัสเคลื่อนตัวจากแผลไปตามแกนของเส้นประสาท เข้าไขสันหลังและวกกลับออกไปถึงปมประสาทเกิดอักเสบ เกิดอาการแสบร้อน

“โรคพิษสุนัขบ้า” มีลักษณะเฉพาะตัวอีกประการ คือ ไวรัสจะสามารถสงบตัวอยู่บริเวณแผลที่ถูกกัดได้เป็นเดือน-ปี โดยไม่แสดงอาการใดๆทั้งสิ้น แต่เมื่อมันเริ่มแสดงอาการขึ้นแล้ว ผู้ป่วยจะเสียชีวิตหมดภายใน 5-11 วัน แต่อาจมีชีวิตอยู่ได้นานถึงเดือน ถ้าได้รับการดูแลใน ICU อย่างเต็มที่ ตามข้อมูลที่หมอรวบรวมผู้ป่วยมากกว่า 130 ราย ในช่วงตั้งแต่ปี ค.ศ.1985 ( J Neurovirol 2005 และ Lancet Neurology 2013)

ประมาณ 4 วัน หลังจากเริ่มมีอาการ หนูเพ็ญจึงได้มาที่โรงพยาบาล โดยที่เพ็ญเริ่มเข้าสู่ระยะแสดงอาการทางระบบประสาทที่ผิดปกติชัดเจนขึ้น โดยมีอาการกระสับกระส่าย กระวนกระวาย ไวต่อการกระตุ้น ไม่ว่าจะเป็นเสียงดังๆ แสงจ้า ซึ่งอาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นเป็นพักๆ สลับกับการที่กลับมาดูเหมือนเป็นปกติ ภายใน 6 ชั่วโมง อาการกระวนกระวาย ลุกลี้ลุกลนรุนแรงขึ้น และมีอาการกลืนน้ำ กลืนอาหารลำบาก เพียงแต่เห็นแก้วน้ำหรือได้ยินเสียงน้ำก๊อกไหล ก็มีอาการเกร็งกระตุกอย่างรุนแรงของลำคอและกล้ามเนื้อที่ต้นคอ พร้อมกันกับการกระตุกของกระบังลมในท้อง ซึ่งอาการเหล่านี้ก่อให้เกิดความเจ็บปวดทรมานเพิ่มขึ้นไปอีก

และเป็นที่มาของคำว่า “กลัวน้ำ”

นอกจากนั้นเพ็ญยัง “กลัวลม” โดยที่เพียงถูกลมพัดเป่าเบาๆ ก็จะมีการกระตุกดังกล่าว นอกจากนั้น มีอาการขนลุกเป็นพักๆ ซึ่งเกิดจากการกระตุ้นของระบบประสาทอัตโนมัติ และเริ่มมีน้ำลายมาก จากการที่ต่อมน้ำลายมีการติดเชื้อร่วมด้วย เมื่อส่องไฟฉายตรวจรูม่านตา พบว่าบางครั้งเบิกกว้าง หรือ ตีบลง และไม่มีปฏิกิริยาต่อแสงเป็นพักๆ มีหัวใจเต้นเร็ว-ช้าสลับกัน เพ็ญทนทรมานกับอาการดังกล่าว จนหมอต้องให้ยาสงบประสาทให้เคลิ้มลงไปบ้าง

ในวันแรกที่เพ็ญอยู่กับเรา เราได้ตรวจ RNA ซึ่งเป็นสารพันธุกรรมของไวรัสพิษสุนัขบ้าในน้ำลาย ปัสสาวะ น้ำไขสันหลัง และปมรากผม (โดยถอนผมให้ติดปมด้วยประมาณ 20 เส้น)

ภายใน 3 ชั่วโมงถัดมา เราพบ RNA ของไวรัสในน้ำลาย ปัสสาวะ และปมรากผม แต่ไม่พบในน้ำไขสันหลัง การที่เราไม่เจอ RNA ในทุกตัวอย่างที่ตรวจก็เนื่องจากการที่ไวรัสไม่หลุดออกมาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นการที่ไม่เจอตัวในการตรวจจะต้องตรวจเพิ่มเติมในวันถัดไปเสมอ

เมื่อหมอทราบผลชัดเจนแล้ว ได้แจ้งให้ครอบครัว พ่อ แม่ และญาติทราบ ตลอดชีวิตที่ทำงานทั้งหมอและเพื่อนร่วมงาน ไม่เคยมีใครดีใจแม้แต่น้อยที่ตรวจเจอไวรัสในผู้ป่วย เพราะการที่ต้องบอกครอบครัวเป็นเสมือนการตัดสินประหารชีวิต และไม่มีอะไรที่จะช่วยได้ โดยทุกรายเสียชีวิตทั้งหมดในเวลาต่อมา เราช่วยได้แต่เพียงบรรเทาอาการทรมาน เราได้แต่เสียใจไปด้วยกับครอบครัว ทรมานไปกับเพ็ญ

ทุกครั้งที่เข้าไปตรวจและเฝ้าดูอาการ ได้แต่ดูเธอเข้าใกล้ระยะสุดท้าย โดยไม่มีปัญญาช่วยเหลือ เหตุการณ์ที่ไม่น่าเกิดขึ้นเช่นนี้ แท้จริงเกิดจาก “คน” ทั้งสิ้น คนซึ่งรักสัตว์ รักหมา แมว เอาเศษข้าว อาหารไปเลี้ยงเป็นประจำ โดยคิดว่าเป็นการทำบุญ

หมาตัวเมียหนึ่งตัวออกลูกครอกหนึ่งไม่ต่ำกว่า 4 ตัว หมามีฤดูติดสัดอย่างน้อย 2 ครั้งต่อปี นี่เป็นเหตุผลที่เราเห็นหมาข้างถนนในตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ความเป็นจริงก็คือในเมืองไทยเราแทบไม่มี “หมาจรจัด” จริงๆมีแต่ “หมาชุมชน” หมาเหล่านี้ไม่มีใครแสดงตัวเป็นเจ้าของ แต่ทุกๆวันจะมีคนเดิมๆเอาข้าวมาให้

สำหรับคนใจบุญ หมอขอร้องให้ช่วยทำอะไรเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย หมาเหล่านี้จะเชื่องกับคนที่ให้อาหารประจำ โดยผู้คุ้นเคยกับหมาจะค่อยๆล่อหมาทีละตัวมารวมกักในที่เหมาะสม และค่อยๆปฏิบัติทำหมันฉีดวัคซีน โดยมีสัตวแพทย์ช่วยพร้อมกันหลายคน และจะทำให้หมาชุมชนเหล่านี้มีจำนวนคงที่และจะไม่แย่งกันหาอาหาร อารมณ์ไม่เสียไปกัดคน อีกทั้งยังไม่ไปกัดกันเอง ซึ่งเป็นการแพร่ไวรัสจากตัวหนึ่งไปสู่ตัวอื่นๆในกลุ่มเดียวกัน

เมื่อหมาได้รับเชื้อแล้วแต่ละตัวจะไม่มีระยะฟักตัวเท่ากัน เพราะฉะนั้นในทุกฤดูไม่ใช่เฉพาะแต่หน้าร้อนเราจะพบสุนัขบ้าได้เสมอ สำหรับหมาบ้านเป็นหน้าที่ที่ต้องทำอยู่แล้ว (ฉีดวัคซีน ทำหมัน) โดยถือเป็นสมาชิกในครอบครัว การที่หมาตัวเองออกลูกมา 5 ตัว แล้วนำไปปล่อยวัดเท่ากับทำบาปให้เจ้าอาวาสแน่นอน.

 

หมอดื้อ 

โดย หมอดื้อ 25 ต.ค. 2558 05:01 

< Previous   Next >