Home arrow News arrow ชงบัตรทองเพิ่ม 3 สิทธิเอดส์ ปลดล็อกค่าเอกซเรย์ปอด-ตรวจไต ช่วยรับยาต้านเร็วขึ้น พ่วงให้ยาป้องกันกลุ่ม
ชงบัตรทองเพิ่ม 3 สิทธิเอดส์ ปลดล็อกค่าเอกซเรย์ปอด-ตรวจไต ช่วยรับยาต้านเร็วขึ้น พ่วงให้ยาป้องกันกลุ่ม Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 20 กุมภาพันธ์ 2018
ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ เสนอ สปสช. พัฒนาสิทธิประโยชน์เอดส์ 3 เรื่อง หนุนทุก รพ. เอกซเรย์ปอด ตรวจไต ผู้รับการวินิจฉัยติดเชื้อเอชไอวี โดยไม่ต้องส่งกลับหน่วยบริการต้นสังกัด เพิ่มโอกาสการรับยาต้านไวรัส ลดเจ็บป่วย ให้ยาเพร็พป้องกันติดเชื้อในกลุ่มเสี่ยง ปรับหลักเกณฑ์ขึ้นทะเบียนหน่วยตรวจและให้ศูนย์บริการด้านเอดส์ภาคประชาสังคมเบิกจ่ายค่าตรวจได้

นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เข้าพบผู้บริหารสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อหารือ 3 แนวทางในการพัฒนาระบบดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ตามการรณรงค์โครงการเอดส์สหประชาชาติ Getting to zero คือ ไม่ให้มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ ไม่มีผู้เสียชีวิตจากเอดส์ และไม่มีการตีตราแบ่งแยกผู้ติดเชื้ออีกต่อไป โดยเรื่องแรกคือการให้ยาต้านไวรัสเอชไอวีกับผู้ติดเชื้อหลังรับการตรวจวินิจฉัยยืนยันแบบทราบผลในวันเดียว เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับยาต้านไวรัสโดยเร็ว จะช่วยลดการเจ็บป่วย อัตราเสียชีวิตช้ากว่าผู้ที่ได้รับยาช้า ลดโอกาสการแพร่กระจายเชื้อ สอดคล้องกับสิทธิประโยชน์ให้ยาต้านไวรัสไม่จำกัดค่า CD4 แต่ปัญหาคือ การให้ยาต้านไวรัสผู้ติดเชื้อรายใหม่ที่ได้รับการตรวจยืนยัน ควรจะได้รับการเอกซเรย์ปอดและตรวจค่าการทำงานของไตก่อน เพื่อไม่ให้เกิดผลต่อสุขภาพ รวมถึงดูว่าผู้ป่วยเป็นวัณโรคหรือไม่เพื่อให้การรักษาก่อน

“หากผู้ติดเชื้อเข้ารับการตรวจยังหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนสิทธิโดยตรง จะได้รับการเอกซเรย์และตรวจค่าทำงานของไต พร้อมกับเริ่มให้ยาต้านไวรัสในวันเดียวกันได้ โดยหน่วยบริการจะเบิกจ่ายค่าเอกซเรย์และตรวจไตจากงบเหมาจ่ายรายหัว และเบิกงบยาต้านไวรัสจากกองทุนผู้ติดเชื้อเอชไอวีและเอดส์ แต่หากไม่ได้ตรวจที่โรงพยาบาลตามสิทธิ จะไม่ได้รับการเอกซเรย์และตรวจค่าทำงานของไตในวันเดียวกัน เนื่องจากโรงพยาบาลเบิกจ่ายค่าบริการจากงบเหมาจ่ายรายหัวไม่ได้ ต้องส่งกลับหน่วยบริการต้นสังกัดตรวจก่อน หรือหากตรวจให้ผู้ป่วยก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายเอง ทำให้ยังไม่สามารถเริ่มให้ยาต้านไวรัสในวันเดียวกันได้ ดังนั้น จึงขอให้ สปสช. ปรับหลักเกณฑ์การเบิกจ่าย เพื่อทำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับยาต้านไวรัสในวันเดียวกัน หลังรับผลตรวจยืนยันเชื้อเอชไอวี และขอให้เอกซเรย์ปอดและตรวจค่าการทำงานของไต ที่หน่วยบริการที่ให้บริการได้เลยโดยไม่ต้องกลับหน่วยบริการต้นสังกัด ซึ่งหน่วยบริการส่วนใหญ่มีความพร้อมอยู่แล้ว” นพ.ประพันธ์ กล่าวและว่า อย่างโครงการวิจัยที่คลินิกนิรนาม 6 เดือน ตรวจพบผู้ติดเชื้อ 900 คน ได้เอกซเรย์ปอด ตรวจค่าทำงานของไตและให้ยาต้านไวรัสในวันเดียวกัน ซึ่งได้ผลที่ดี ผู้ติดเชื้อเข้าสู่ระบบการรักษาทั้งหมดจึงได้เสนอ หาก สปสช. ให้ปลดล็อกเกณฑ์การเบิกจ่ายให้มีความหยืดหยุ่น นอกจากดูแลผู้ป่วยให้ได้รับยาโดยเร็วแล้ว ยังทำให้ผู้ติดเชื้อไม่หลุดหายออกไปจากระบบ ทั้งนี้ คลินิกนิรนามปัจจุบันไม่ได้เป็นหน่วยบริการที่ขึ้นทะเบียนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้ไม่สามารถเบิกจ่ายค่าเอกซเรย์และการตรวจค่าการทำงานของไต รวมทั้งจ่ายยาต้านไวรัสให้กับผู้ติดเชื้อ เบิกได้เฉพาะค่าตรวจเอชไอวีเท่านั้น

นพ.ประพันธ์ กล่าวว่า 2. การเพิ่มสิทธิประโยชน์การให้ยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี (PrEP: Pre-Exposure Prophylaxis) กับกลุ่มที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น กลุ่มชายรักชาย กลุ่มผู้ให้บริการ เป็นต้น เป็นมาตรการเสริมจากการป้องกันโดยใช้ถุงยางอนามัยให้มีเกราะป้องกันชั้นที่ 2 ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้เกือบ 100% ขณะนี้ได้มีการนำร่องแล้วภายใต้โครงการการให้ยาต้านไวรัสเอดส์ก่อนการสัมผัสเชื้อ เพื่อความยั่งยืน จึงเสนอให้ สปสช.นำเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณาอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้หรือไม่ เพราะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในการลดการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ และ 3. การสนับสนุนค่าตรวจเอชไอวีให้กับศูนย์บริการสุขภาพที่มีชุมชนเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนบริการสุขภาพ จากที่สภากาชาดไทยร่วมกับกรมควบคุมโรค จัดอบรมแกนนำชุมชนให้เป็นที่ปรึกษาและคำแนะนำกับกลุ่มเสี่ยง ทั้งด้านการป้องกันและการเข้าสู่ระบบรักษาหากติดเชื้อเอชไอวี พร้อมการจัดบริการตรวจเชื้อเอชไอวีในศูนย์บริการ ซึ่งจากข้อมูลบริการการตรวจเชื้อเอชไอวีทั่วประเทศ พบว่า 1 ใน 3 เป็นการตรวจโดยศูนย์บริการเหล่านี้ ทั้งมีความแม่นยำเพราะจากการส่งผลการตรวจมายืนยันที่คลินิกนิรนาม มีความถูกต้อง 100% ซึ่งงบที่ใช้ในการตรวจปัจจุบันมาจากกองทุนโลก และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่อง จึงอยากให้เบิกจ่ายจากกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา กล่าวว่า สปสช.ได้รับข้อเสนอทั้ง 3 แนวทางไปพิจารณา เพื่อแก้ไขปัญหาที่เป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงบริการของผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเอชไอวีในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติได้รับการดูแลและเข้าถึงการรักษาเพิ่มขึ้น เป็นไปตามนโยบายของโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ ซึ่งระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติที่ดำเนินอย่างมีประสิทธิผลมาแล้วจนองค์การอนามัยโลกมอบเกียรติบัตรรับรองความสำเร็จของประเทศไทย ยุติเอชไอวีและซิฟิลิสจากแม่สู่ลูกขยายผลไปสู่การดูแลผู้มีสิทธิได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากเสียงสะท้อนของผู้ที่เกี่ยวข้อง ภาคประชาสังคม กระทรวงสาธารณสุข และคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยการป้องกันและแก้ไขปัญหาเอดส์นำไปสู่การปรับปรุงและพัฒนาระบบร่วมกัน

 

 ที่มา  MGR online 19 ก.พ. 2561

< Previous   Next >