Home arrow News arrow กทม.เผยโรคมือเท้าปากระบาดในกรุง ป่วยแล้ว2พันกว่าราย/อาการคล้ายหวัด
กทม.เผยโรคมือเท้าปากระบาดในกรุง ป่วยแล้ว2พันกว่าราย/อาการคล้ายหวัด Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 21 พฤศจิกายน 2007
Image

       

 

        นาย สมภพ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักอนามัย เปิดเผยถึงกรณีที่มีข่าวโรคมือเท้า ปากระบาดในพื้นที่กรุงเทพมหานครว่า โรคมือเท้าปากระบาดในกทม.มาประมาณ 2-3 เดือนแล้วจนกลายเป็นโรคประจำถิ่นของกทม.เพราะเกิดขึ้นทุกปี แต่สามารถควบคุมโรคไว้ได้ โดยจะมีการระบาดมากในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน ขณะนี้สถานการณ์การระบาดเริ่มเบาบางลงแล้ว ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปีและจะพบมากในกลุ่มเด็กที่ได้รับการดูแลมาเป็นอย่างดี ทำให้มีภูมิต้านทานน้อย เช่นในโรงเรียนเอกชนที่มีเด็กเล็กเข้าเรียน จากรายงานตั้งแต่ เดือนมกราคม-15พฤศจิกายน 2550 พบเด็กที่ป่วยด้วยโรคนี้แล้วทั้งหมด 2,268 ราย และไม่พบผู้เสียชีวิต ซึ่งในแต่ละโรงเรียนจะมีมาตรการป้องกันโรคอยู่แล้ว โดยหากพบเด็กป่วย 1 คนจะปิดห้องเรียนทำความสะอาดทันที แต่ถ้ามีป่วยเกิน 1 คนจะปิดทั้งชั้นเรียนเพื่อไม่ให้มีการแพร่กระจายไปยังเด็กคนอื่น

        นายสมภพ กล่าวว่า โรคนี้ที่สำคัญจะมีโรคแทรกซ้อนที่ทำให้เด็กเสียชีวิตได้ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในต่างประเทศ ได้แก่ ไต้หวัน สิงคโปร์ มาเลเซีย เช่นกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันสมองอักเสบ ถ้ารักษาไม่ทันหรือแพทย์วินิจฉัยโรคผิดก็จะทำให้เด็กเสียชีวิตได้ง่าย ส่วนการรักษานั้นหมอจะรักษาตามอาการเพราะเป็นเชื้อไวรัสที่ยังไม่มียารักษาหรือวัคซีนป้องกันเฉพาะโรค ซึ่งจะทำได้เพียงฉีดวัคซีนไอกรน บาดทะยักป้องกันเท่านั้น โดยส่วนมากเชื้อที่ทำให้เด็กเสียชีวิตจะเป็น EV71(เอ็นจาโรไวรัส 71)

        อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ผู้ปกครองต้องคอยสังเกตบุตรหลานที่มีอาการเหมือนไข้หวัด ที่ฝ่ามือ ฝ่าเท้า แก้มก้น ปากเป็นแผล ให้พาเด็กไปโรงพยาบาลทันที และสิ่งสำคัญต้องรักษาในเรื่องความสะอาด เพราะเชื้อโรคสามารถอยู่ในอุจจาระได้ถึง 21 วันหลังจากเด็กหายจากโรคแล้ว โดยจะมีระยะฟักตัวของโรคประมาณ 3-5 วัน ถ้าไม่รักษาความสะอาดเชื้อก็จะแพร่ไปสู่คนอื่นได้อีก นอกจากนี้ โรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็กควรเน้นในเรื่องความสะอาด พี่เลี้ยงต้องตัดเล็บให้สั้น หมั่นล้างทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือทุกชนิดรวมทั้งของเล่นที่เด็กเล่นร่วมกัน รวมถึงบ้านลม หรือบ้านลูกบอล ที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าหรือสวนสนุกต้องดูแลเรื่องความสะอาดเป็นพิเศษเพราะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่สามารถแพร่เชื้อให้กับเด็กคนอื่นได้

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ แนวหน้า วันที่ 21/11/2007

Last Updated ( พุธ, 21 พฤศจิกายน 2007 )
< Previous   Next >