Home
พัฒนาเซนเซอร์แบบสวมได้ช่วยตรวจโรคจาก “เหงื่อ” Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 19 เมษายน 2017
    นักวิจัยพัฒนาเซนเซอร์และหน่วยประมวลผลขนาดจิ๋วที่แนบชิดกับผิวหนัง สำหรับวิเคราะห์เหงื่อเพื่อตรวจโรค รวมถึงติดตามผลการใช้ยา หากทำสำเร็จจะได้เซนเซอร์ที่ช่วยประเมินได้ว่าการใช้ยาในผู้ป่วยแต่ละรายตอบสนองได้ดีแค่ไหน

      เซนเซอร์ตรวจเหงื่อแบบสวมใส่ได้และมีความแม่นยำสูงนี้ เป็นผลงานที่เอเอฟพีรายงานว่าอาจช่วยยกระดับการวินิจฉัยและการบำบัดรักษโรคซิสติกไฟโบรซิส (cystic fibrosis) โรคเบาหวาน รวมถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ โดยเซนเซอร์ตรวจเหงื่อรุ่นใหม่นี้ อาศัยเพียงการติดตามความชื้นของเหงื่อ และไม่จำเป็นต้องให้ผู้ป่วยนั่งนิ่งๆ นานถึง 30 นาทีระหว่างตรวจวัด
       
       “ถือเป็นก้าวกระโดด” คาร์ลอส มิลลา (Carlos Milla) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านกุมารแพทย์จากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด (Stanford University) และเป็นผู้ร่วมวิจัยในพัฒนาเซนเซอร์นี้ได้กล่าวไว้
       
       สำหรับชุดตรวจแบบสวมใส่ได้นี้ได้รับการออกแบบโดยความร่วมมือกับทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในเบิร์กลีย์ (University of California, Berkeley) ซึ่งประกอบด้วยเซนเซอร์แบบยืดหยุ่น และไมโครโปรเซสเซอร์ที่แนบกับผิวหนังและกระตุ้นต่อมเหงื่อ
       
       เซนเซอร์จะตรวจวัดโมเลกุลและไอออนต่างๆ ที่ปรากฏในทันที โดยเหงื่อยิ่งมีคลอไรด์มากจะทำให้เกิดความต่างศักย์ทางไฟฟ้าบริเวณพื้นผิวของเซนเซอร์มากขึ้นด้วย และปริมาณคลอไรด์สูงนี้อาจจะบ่งชี้ถึงโรคซิสติกไฟโบรซิส ขณะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงนั้นเป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน
       
       จากรายงานที่ระบุในวารสารวิชาการโพรซีดิงส์ออฟเดอะเนชันนัลอะคาเดมีออฟไซน์ส (Proceedings of the National Academy of Sciences) นั้น เซนเซอร์จะส่งผลเป็นสัญญาณทางไฟฟ้าเพื่อใช้วิเคราะห์และวินิจฉัย
       
       นอกจากนี้ นักวิจัยยังคาดหวังด้วยว่า ในวันข้างหน้าเซนเซอร์นี้อาจช่วยในการพัฒนายาและยาเฉพาะบุคคลสำหรับโรคซิสติกไฟโบรซิส ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมที่เป็นสาเหตุของการเกิดเมือกในปอดและตับอ่อน ซึ่งยากต่อการรักษา
       
       แซม อีมามิเนจาด (Sam Emaminejad) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียในลอสแองเจลลิส (University of California, Los Angeles: UCLA) กล่าวว่า ยาสำหรับรักษาโรคซิสติกไฟโบรซิสนั้นได้ผลในผู้ป่วยไม่กี่ราย พร้อมทั้งยกตัวอย่างให้เห็นภาพเมื่อให้ผู้ป่วยสวมใส่เซนเซอร์ตรวจวัดเหงื่อระหว่างการทดสอบยาระดับคลีนิค เราก็จะเห็นได้ชัดขึ้นว่าระดับไอออนคอลไรด์ของผู้ป่วยนั้นขึ้นและลงอย่างไรเมื่อตอบสนองต่อยารักษา
       
       อย่างไรก็ตาม ยังชจำเป็นต้องศึกษาวิจัยอีกมากเพื่อหาคำตอบว่า เซนเซอร์ตรวจวัดเหงื่อแบบสวมใส่ได้นี้สามารถทำงานได้อย่างคงที่จากวันหนึ่งถึงอีกวันหรือไม่ เพราะองค์ประกอบของเหงื่อในแต่ละคนนั้นเปลี่ยนแปลงได้ถี่ขึ้นอยู่กับอาหารและปัจจัยอื่นๆ
       
       นอกจากนี้นักวิจัยยังคาดหวังที่จะเรียนรู้เพิ่มเติมว่า โมเลกุลใดในเหงื่อนั้นสามารถใช้สร้างขึ้นเป็นแผนที่และอาจจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มากที่สุด 

 

 MGR online 19 เมษายน 2560

< Previous   Next >

หมอดื้อ

Login