Home arrow News arrow หน้าหนาวระวังโรคมือเท้าปาก พบป่วยมากขึ้น 2 เท่า
หน้าหนาวระวังโรคมือเท้าปาก พบป่วยมากขึ้น 2 เท่า Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 02 พฤศจิกายน 2016
     กรมควบคุมโรค เตือนเปิดเทอมหน้าหนาวนี้ ระวังเด็กป่วยโรคมือ เท้า ปาก ปีนี้พบผู้ป่วยมากกว่าปีที่แล้ว 2 เท่า เน้นย้ำสถานศึกษาคัดกรองเด็กเล็กทุกวัน 

   วันนี้ (1 พ.ย.) นายแพทย์ เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ขณะนี้เข้าสู่ช่วงเปิดเทอมของโรงเรียนทั่วประเทศ ประกอบกับกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศว่า ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว ดังนั้น โรคที่ควรเฝ้าระวังในช่วงนี้ คือ โรคมือ เท้า ปาก ซึ่งมักมีผู้ป่วยเพิ่มขึ้นในภาวะอากาศเย็นและชื้น และมักเกิดในสถานที่ที่มีเด็กจำนวนมากมาอยู่รวมกัน กรมควบคุมโรค จึงขอแนะนำให้ผู้ปกครอง ผู้เลี้ยงดูเด็กในศูนย์เด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล และสถานรับเลี้ยงเด็ก ได้ตระหนักและระมัดระวังโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งเกิดการแพร่กระจายเชื้อโรคสู่กันได้ง่าย
       
       จากข้อมูลเฝ้าระวังโรค สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม - 23 ตุลาคม 2559 พบผู้ป่วย 71,610 ราย ทั่วประเทศ เสียชีวิต 3 ราย กลุ่มอายุที่พบมากที่สุด เรียงตามลําดับ คือ 1 ปี (27.1%) 2 ปี (24.8%) และ 3 ปี (18.9%) จังหวัดที่มีอัตราป่วยสูงสุด 5 อันดับแรก คือ สระบุรี น่าน ระยอง เชียงราย และ พิษณุโลก หากเปรียบเทียบกับปี 2558 ในช่วงเวลาเดียวกันที่พบผู้ป่วย 34,776 ราย เสียชีวิต 3 ราย จะเห็นได้ว่า ในปี 2559 มีผู้ป่วยโรคมือ เท้า ปากเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่า
       
       นายแพทย์ เจษฎา กล่าวต่อว่า โรคมือ เท้า ปาก จะเกิดบ่อยในเด็กทารกและเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากเด็กมีภูมิคุ้มกันโรคต่ำ การติดต่อของโรคจะติดต่อจากการได้รับเชื้อทางปากโดยตรง ซึ่งเชื้อไวรัสจะติดมากับมือ หรือของเล่นที่เปื้อนน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากแผลตุ่มพองหรืออุจจาระของผู้ป่วย หรือติดต่อจากการไอ จาม รดกัน โดยหลังจากได้รับเชื้อ 3 - 6 วัน ผู้ติดเชื้อจะเริ่มแสดงอาการป่วย อาการที่พบบ่อยได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ปวดเมื่อย เป็นต้น หรือมีอาการไข้ร่วมกับตุ่มพองเล็ก ๆ เกิดขึ้นที่ผิวหนังบริเวณฝ่ามือ ฝ่าเท้า และในปาก โดยตุ่มแผลในปากนั้น บริเวณรอบ ๆ จะอักเสบและแดงต่อมาตุ่มจะแตกออกเป็นแผลหลุมตื้น ๆ เป็นสาเหตุให้เด็กไม่ดูดนม ไม่กินอาหารเพราะเจ็บปาก โดยทั่วไปอาการจะดีขึ้นและสามารถหายเป็นปกติได้ภายใน 7 - 10 วัน แต่หากเด็กมีอาการแทรกซ้อน เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียน หอบ ต้องรีบนำเด็กกลับไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที
       
       สำหรับการป้องกันโรคมือ เท้า ปาก กรมควบคุมโรค ขอความร่วมมือศูนย์เด็กเล็ก สถานรับเลี้ยงเด็ก และโรงเรียนอนุบาล ตรวจคัดกรองเด็กเป็นประจำทุกวันในตอนเช้าโดยแยกเด็กป่วยออกจากเด็กปกติและแจ้งให้ผู้ปกครองรับกลับบ้าน หลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กป่วยเล่นคลุกคลีกับเด็กปกติและเมื่อป่วยควรพักรักษาอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหาย รวมถึงให้เด็กล้างมือบ่อย ๆ หรือทุกครั้งที่สัมผัสสิ่งสกปรกปนเปื้อนเชื้อโรค นอกจากนี้ ต้องหมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือ ของใช้ ของเล่น ภายในศูนย์ฯ และโรงเรียนเป็นประจำทุกสัปดาห์ หรือทุกครั้งที่พบว่ามีเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก ที่สำคัญ หากพบเด็กป่วยเป็นโรคมือ เท้า ปาก ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขใกล้บ้านทันที
       
        “วิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ห่างไกลโรคมือ เท้า ปาก คือ รักษาสุขอนามัยให้สะอาดอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน และ ใช้ช้อนกลางเมื่อกินอาหารร่วมกับผู้อื่น ควรหลีกเลี่ยงการไปสถานที่สาธารณะ ทั้งนี้ โรคมือ เท้า ปาก ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน แพทย์จะให้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้ ยาชาแก้เจ็บแผลในปาก ผู้ป่วยควรนอนพักผ่อนให้มาก ๆ ผู้ดูแลควรเช็ดตัวให้เด็กเพื่อลดไข้เป็นระยะ ให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารอ่อน ๆ ไม่ร้อนจัด ดื่มน้ำ นม และน้ำผลไม้แช่เย็น เพื่อช่วยลดอาการเจ็บแผลในปาก หากประชาชนมีข้อสงสัยสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422” นายแพทย์ เจษฎา กล่าว 

 

ที่มา MGR online 1 พฤศจิกายน 2559

< Previous   Next >

หมอดื้อ

Login