Home arrow News arrow ไฟเขียวฉีด "HPV วัคซีน" ความมั่นคง..ด้านภูมิคุ้มกันแห่งชาติ
ไฟเขียวฉีด "HPV วัคซีน" ความมั่นคง..ด้านภูมิคุ้มกันแห่งชาติ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
เสาร์, 28 พฤษภาคม 2016

 

คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งมีมติเห็นชอบให้นำวัคซีน HPV หรือวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกมาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค หลังมีการหารือและติดตามความก้าวหน้าในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคและการนำวัคซีนใหม่ มาใช้ในประเทศไทย 

โดยก่อนหน้านี้ นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ภายใต้คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติ บอกว่า ประชุมคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติที่ประชุมแนะนำให้นำวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก หรือวัคซีนเอชพีวี มาใช้ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคอย่างเร่งด่วน เนื่องจากมีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและคุ้มทุน โดยรัฐจะต้องจัดหาวัคซีนดังกล่าวให้กับประชาชนไทย “ฟรี”

กลุ่มเป้าหมายของการฉีดวัคซีน HPV คือ เด็กหญิงอายุ 9 ขวบ ที่กำลังเรียนอยู่ชั้น ป.5 ซึ่งปัจจุบันมีประมาณ 4 แสนคนทั่วประเทศ ถือเป็นวัยที่เหมาะสมที่สุดในการได้รับวัคซีน สอดคล้องกับคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก โดยฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 6 เดือน

คุณหมออำนวยให้ข้อมูลว่า สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้จัดทำคำของบประมาณปี 2560 เพื่อนำมาใช้ในการจัดซื้อวัคซีนเอชพีวี 200 ล้านบาท ล่าสุดได้เสนอเรื่องนี้ไปยังสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะเลขานุการอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อให้พิจารณานำวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกบรรจุไว้ในรายการบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อให้หน่วยบริการสามารถที่จะใช้วัคซีนดังกล่าวได้ภายใต้ระบบประกันสุขภาพ

มติดังกล่าวถือเป็นนิมิตหมายที่ดีในการสร้างความมั่นคงทางวัคซีนของประเทศ...เพราะการสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายด้วยวัคซีนเป็นวิธีการหนึ่งที่ดีที่สุดในการป้องกันโรค...!

“หากการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามแผนงาน คาดว่าจะนำวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกมาใช้ทั่วประเทศในระยะเวลาอันใกล้นี้ ซึ่งราคาต้นทุนต่อเข็มจะอยู่ที่ไม่เกิน 300 บาท 2 เข็มก็ไม่เกิน 600 บาทเทียบกับการรับบริการจากภาคเอกชนจะอยู่ที่เข็มละ 4,000 บาท แต่ที่สำคัญคือจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกซึ่งจะตกประมาณ 350 ล้านบาทต่อปี ซึ่งโรคนี้มีแนวโน้มการเสียชีวิตที่สูงขึ้นเรื่อยๆและยังทำให้ผู้ป่วยได้รับความทุกข์ทรมานจากโรค หรือจากการบำบัดรักษาด้วย” อธิบดีกรมควบคุมโรคบอก พร้อมกับให้ข้อมูลว่า ขณะนี้มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากในหญิงไทยเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม มีผู้ป่วยรายใหม่ประมาณ 6,400 รายต่อปี และเสียชีวิตประมาณ 3,000 รายต่อปี

ด้าน ดร.นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) บอกว่า นอกจากวัคซีนจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันไม่ให้เจ็บป่วยด้วยโรคติดเชื้อต่างๆแล้ว ยังมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศ เปรียบเสมือนกุญแจอันทรงค่าเพื่อชีวิตที่ยืนยาวของประชาชนทุกคน โดยวัคซีนสามารถป้องกันการเสียชีวิตของคนทั่วโลกได้ถึงปีละ 3 ล้านและสามารถป้องกันความพิการของเด็กได้ถึงปีละไม่น้อยกว่า 750,000 คน

“เนื่องจากวัคซีนสามารถป้องกันโรคต่างๆได้อย่างมีประสิทธิผลจึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่าย และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ การที่ประชาชนส่วนใหญ่มีสุขภาพดีรวมถึงการมีสติปัญญาดีจากการไม่ป่วยด้วยโรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ย่อมส่งผลให้ประสิทธิภาพของการทำงานดี สามารถสร้างความเข้มแข็งและความเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศได้” คุณหมอจรุงบอกพร้อมกับอธิบายเพิ่มเติมว่า ขณะนี้การทำประชาพิจารณ์เพื่อผลักดัน พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ ผ่านความเห็นชอบแล้วรอเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา หากไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ คาดว่า ไม่เกินสิ้นปี 2559 พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ ได้ทันที

ผอ.สถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ให้เหตุผลถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีการจัดทำ พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติว่า เนื่องจากที่ผ่านมากลไกการบริหาร จัดการงานด้านวัคซีนของประเทศ ยังขาดความเป็นเอกภาพด้านนโยบาย และการบูรณาการด้านวัคซีนยังขาดความต่อเนื่อง ทำให้การดำเนินงานตามแผนงานหรือตามการกำหนดของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ มีปัญหา เพราะกฎหมายในระดับกฤษฎีกายังไม่สามารถให้อำนาจแก่กรรมการที่จะออกระเบียบสนับสนุนการดำเนินงานได้อย่างราบรื่น หลายหน่วยงานจึงกังวลต่อการตัดสินใจที่จะดำเนินงานด้านวัคซีนเพราะกลัวจะผิดกฎหมาย เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีนของประเทศ และทำให้การสร้างเครือข่ายด้านวัคซีนและการประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร

“กฎหมายฉบับนี้ได้เขียนเรื่องความมั่นคงด้านวัคซีนไว้ชัดเจนว่า ในกรณีที่มีเหตุฉุกเฉินหรือมีเหตุจำเป็น เพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อป้องกัน รักษา หรือลดความรุนแรงของโรค หรือเพิ่มความมั่นคงของประเทศ ให้ รมว.สาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติมีอำนาจประกาศกำหนดให้มีการผลิตวัคซีน ส่งออกวัคซีนหรือกระจายไปยังผู้ที่จำเป็นต้องใช้วัคซีนนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวได้ รวมทั้งมีบทลงโทษไว้ด้วยว่าหากหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายแล้วไม่ดำเนินการตามแผนต้องมีโทษ ทั้งโทษปรับและโทษจำคุก ถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางวัคซีนระดับชาติที่มีกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน” คุณหมอจรุงกล่าวในที่สุด.

 

ที่มา ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 พ.ค. 2559  

Last Updated ( เสาร์, 28 พฤษภาคม 2016 )
< Previous   Next >

หมอดื้อ

Login