Home arrow News arrow วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ช่วยเพิ่มโอกาสป้องกัน แต่ราคาแพง เร่งศึกษาความคุ้มค่า
วัคซีนไข้หวัดใหญ่ 4 สายพันธุ์ช่วยเพิ่มโอกาสป้องกัน แต่ราคาแพง เร่งศึกษาความคุ้มค่า Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 17 ธันวาคม 2015
นพ.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ (องค์การมหาชน) กล่าวถึงวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ชนิด 4 สายพันธุ์ ว่า ตามปกติวัคซีนไข้หวัดใหญ่จะป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ ใน 1 เข็ม โดยสายพันธุ์ที่จะบรรจุลงในวัคซีนแต่ละปีนั้น องค์การอนามัยโลก(WHO) จะนำข้อมูลทางระบาดจากประเทศต่างๆ มาคำนวณทางสถิติ และคาดการณ์ว่า แนวโน้มการระบาดในปีต่อไปจะเป็นอย่างไร โดยจะประกาศช่วงต้นปี จากนั้นบริษัทผู้ผลิตจะรีบผลิตตามสายพันธุ์ที่มีการประมาณการไว้แล้วเสร็จในช่วงกลางปี โดยวัคซีนจะทำการขายปีต่อปี เพราะเชื้อเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยมาตรฐานวัคซีนจะบรรจุไว้ 3 สายพันธุ์ การเพิ่มเป็น 4 สายพันธุ์ใน 1 เข็ม ก็ไม่ได้ถือเป็นการโฆษณาเกินจริง เพราะเป็นเทคนิคการผลิตแบบใหม่แต่วัคซีนชนิด 4 สายพันธุ์ ในขณะนี้ยังถือว่ามีราคาแพง เพราะต้นทุนการผลิตสูงและยังสามารถผลิตได้น้อย นพ.จรุง กล่าวว่า การเพิ่ม 4 สายพันธุ์ในวัคซีน ถือเป็นแนวคิดใหม่ที่จะเพิ่มโอกาสการป้องกันและควบคุมโรคให้มากขึ้น แต่ต้องพิจารณาว่าจำเป็นหรือไม่ เพราะวัคซีนแบบ 4 สายพันธุ์ ปัจจุบันถือว่ายังมีราคาสูง และการป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่มีหลายวิธีไม่ใช่แค่การฉีดวัคซีน คือ สามารถป้องกันด้วยการใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือ หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วย เป็นต้น นอกจากนี้ ปัจจัยที่จะทำให้วัคซีนสามารถป้องกันโรคอย่างได้ผลยังขึ้นอยู่กับ เชื้อที่ระบาดในชุมชนตรงกับเชื้อที่บรรจุในวัคซีนหรือไม่ อายุของผู้รับวัคซีน โดยพบว่าผู้สูงอายุจะมีอัตราการตอบสนองต่อวัคซีนน้อยกว่า เช่นเดียวกับเด็กเล็กที่ฉีดเข็มแรกก็จะตอบสนองได้น้อยกว่า เป็นต้น 

“วัคซีนพื้นฐานที่รัฐฉีดให้กับประชากรกลุ่มเสี่ยงนั้นยังเป็นวัคซีนชนิด 3 สายพันธุ์ ซึ่งยังจำเป็นต้องศึกษาความคุ้มค่าในการเปลี่ยนเป็นแบบ 4 สายพันธุ์ โดยพิจารณางบประมาณไปพร้อมๆ กัน ซึ่งขณะนี้มีโครงการวิจัยเพื่อศึกษาภาพรวมของการฉีดวัคซีนว่าช่วยลดอัตราการเจ็บป่วย เข้ารับการรักษา และเสียชีวิตได้มากน้อยอย่างไร โดยจะถือเป็นข้อมูลที่สมบูรณ์ของประเทศ ซึ่งการศึกษาจำเป็นต้องใช้เวลาในการเก็บข้อมูล คาดว่าจะแล้วเสร็จในปีหน้า” นพ.จรุง กล่าว
< Previous   Next >