Home arrow News arrow ผลวิจัยเผย! 2 สายพันธุ์ของ “เชื้อเอชไอวี” มีต้นตอมาจาก “กอริลลา”
ผลวิจัยเผย! 2 สายพันธุ์ของ “เชื้อเอชไอวี” มีต้นตอมาจาก “กอริลลา” Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 05 มีนาคม 2015
  เอเอฟพี - ทีมนักวิทยาศาสตร์นานาชาติ เผยในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในสหรัฐฯ เมื่อวานนี้ (2) ว่า 2 ใน 4 สายพันธุ์ของเชื้อไวรัสที่สามารถทำให้เกิดโรคเอดส์มาจากกอริลลาในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของแคเมอรูน 
 ข้อมูลใหม่นี้มีความหมายเท่ากับว่า ปัจจุบันนักวิจัยกลุ่มนี้ทราบถึงต้นกำเนิดของสายพันธุ์เชื้อไวรัสเอชไอวีทั้งหมดที่เกิดขึ้นในคนแล้ว
       
       เชื้อไวรัสเอชไอวี (เอชไอวี-1) มีอย่างน้อย 4 สายพันธุ์ ซึ่งรู้จักกันในชื่อกรุ๊ปเอ็ม, เอ็น, โอ และพี โดยแต่ละสายพันธุ์มีต้นกำเนิดของมันเอง คือจากลิงสู่มนุษย์ ด้วยสาเหตุที่ต่างกันอย่างน้อย 4 สาเหตุ
       
       กรุ๊ปเอ็ม และเอ็น ทราบว่ามีต้นกำเนิดมาจากลิงชิมแพนซีในแคเมอรูน แต่จนถึงตอนนี้ต้นกำเนิดของสายพันธุ์โอและพียังไม่เคยมีใครทราบมาก่อน
       
       ผลการศึกษาครั้งนี้ที่นำทีมโดย มาร์ติน ปีเตอร์ส นักวิทยาไวรัสจากสถาบันวิจัยและพัฒนาของฝรั่งเศส (IRD) และมหาวิทยาลัยมงเปอลีเย ได้ปรากฏอยู่ในวาสารวิทยาศาสตร์ Proceedings of the National Academy of Science หรือ PNAS
       
       กรุ๊ปเอ็มของเชื้อไวรัสเอชไอวี-1 คือสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดกว้างขวางที่สุด และเป็นต้นตอสำคัญที่สุดของการระบาดในปัจจุบันที่มีผู้ติดเชื้ออยู่มากกว่า 40 ล้านคนทั่วโลก
       
       จนถึงตอนนี้ กรุ๊ปพีเพิ่งมีการถูกตรวจพบเจอในคนแค่ 2 คนเท่านั้น และกรุ๊ปโอ ซึ่งถูกตรวจพบในแอฟริกากลางและตะวันตก มีผู้ติดเชื้ออยู่ราว 100,000 คน
       
       การค้นพบที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้เกิดขึ้นได้ด้วยเพราะตัวอย่างอย่างพันธุกรรมจากลิงชิมแพนซีและกอริลลาจากแคเมอรูน, กาบอง, ยูกันดา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก
       
       “จากการศึกษานี้และการศึกษาอื่นๆ ที่ทีมของเราเคยจัดทำขึ้นในอดีต มันได้กลายเป็นที่แน่ชัดว่า เชื้อไวรัสซ่อนเร้นของทั้งลิงแชมแพนซีและกอริลลาสามารถที่จะข้ามพรมแดนของสปีชีส์มายังมนุษย์ได้ และมีศักยภาพพอที่จะทำให้เกิดโรคระบาดครั้งใหญ่” ปีเตอร์สกล่าว
       
       “การเข้าใจถึงต้นกำเนิดของโรคเกิดใหม่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินความเสี่ยงในการติดเชื้อของมนุษย์ในอนาคต” เธอกล่าวเสริม
       
       นับตั้งแต่ปี 1981 เป็นต้นมา มีผู้ติดเชื้อเอชไอวีแล้วราว 78 ล้านคน โดยเชื้อไวรัสชนิดนี้จะทำลายเซลล์ภูมิคุ้มกัน และทำให้ร่างกายมีเสี่ยงต่อวัณโรค, โรคปอดบวม และโรคติดเชื้อฉวยโอกาส (Opportunistic infection) อื่นๆ
       
       ข้อมูลจากองค์การสหประชาชาติประเมินว่า จนถึงตอนนี้มีผู้ติดเชื้อเสียชีวิตแล้วราว 39 ล้านคน
       
       ทั้งนี้ ทีมวิจัยนี้ประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์จากคณะแพทย์ศาสตร์เพเรลมานแห่งมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย, มหาวิทยาลัยมงเปอลีเย, มหาวิทยาลัยเอดินเบอระ และสถาบันอื่นๆ
< Previous   Next >