Home arrow News arrow แปลกแต่จริง!! โรคหัดในดิสนีย์แลนด์เกิดจาก “เชื่อฉีด -ไวรัสมีชีวิต- เข้าตัวเด็กทำให้เป็นออทิสติก” หลั
แปลกแต่จริง!! โรคหัดในดิสนีย์แลนด์เกิดจาก “เชื่อฉีด -ไวรัสมีชีวิต- เข้าตัวเด็กทำให้เป็นออทิสติก” หลั Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อาทิตย์, 01 กุมภาพันธ์ 2015
 เอเจนซีส์ - ถึงสหรัฐฯจะถูกมองเป็นประเทศมีเสรีภาพ เจ้าพ่อประชาธิปไตย และรวมไปถึงความล้ำยุคอีกหลายด้าน แต่มีอีกหลายเรื่องที่อาจคาดไม่ถึงว่าจะเกิดในสหรัฐฯ เป็นต้นว่า พรรครีพับลิกันของสหรัฐฯที่ครองเสียงข้างมากในทั้งสภาสูงและสภาล่างมีแนวคิดไม่ยอมรับทฤษฎีโลกร้อน แต่ในกรณีการระบาดโรคหัดที่เริ่มจากดีสนีย์แลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนียช่วงกลางเดือนธันวาคม ปีที่ผ่านมา และลามไปยังอีก 10 รัฐ และข้ามไปยังเม็กซิโก ซึ่งยอดติดเชื้อล่าสุดรวมกันไม่ต่ำกว่า 90 รายจากการรายงานของไทม์ส ในวันนี้(29) กลับพบว่าเกิดมาจากแนวคิดการเคลื่อนไหวปฎิเสธการทำวัคซีนที่แพร่หลายอยู่ทั่วอเมริกาในขณะนี้ ซึ่งล่าสุดวันพฤหัสบดี(29) โรงเรียนมัธยมปลายในรัฐแคลิฟอร์เนียสั่งพักการเรียนนักเรียน 66 คน เป็นเวลา 2 สัปดาห์เนื่องมาจากการระบาดของโรคหัด และในรัฐแอริโซนา มีรายงานการเฝ้าจับตาอีก 1,000 คน ที่อาจติดโรคหัดเชื่อมโยงสวนสนุกดิสนีย์แลนด์  การระบาดของโรคหัด (measles) ที่มีต้นตอมาจากสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย และลามไปยังอีก 10 รัฐใหญ่ในสหรัฐฯ เมื่อไม่นานมานี้ ที่ล่าสุดมีตัวเลขการติดเชื้อไม่ต่ำกว่า 90 ราย รวมถึงเม็กซิโก โดยไทม์สรายงานวันนี้(29)ว่า โรงเรียนมัธยมปลาย Palm Desert High School ในริเวอร์ไซด์ เคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย สั่งพักการเรียนนักเรียนร่วม 66 คน เป็นเวลา 2 สัปดาห์เนื่องมาจากการระบาดของโรคหัด เว้นแต่ว่า นักเรียนเหล่านี้สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมาก่อนหน้านี้ โดยการประกาศสั่งพักการเรียนนี้สืบเนื่องมาจากเชื่อว่า หนึ่งในนักเรียนกลุ่มต้องสงสัยได้แพร่โรคหัดไปให้กับนักเรียนอื่นอีก 20 ราย
       
       และในรัฐแอริโซนา มีรายงานการเฝ้าจับตาอีก 1,000 คน ที่อาจติดโรคหัดเชื่อมโยงสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ในวันเดียวกัน(29) โดยฟอกซ์นิวส รายงานว่าแผนกสาธารสุขรัฐแอริโซนา สั่งเฝ้าจับตา 1,000 คน ที่รวมถึงเด็ก 200 คน ที่อาจติดโรคหัดที่ศูนย์การแพทย์ในฟินิกซ์ และได้มีการขอร้องให้ผู้ที่ได้รับเชื้อ และยังไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันมาก่อนให้อยู่แต่ภายในบ้านเป็นเวลา 21 วัน หรือหากจำเป็นต้องเดินทางออกมาที่สาธารณะ ต้องสวมหน้ากากอนามัยป้องกันทุกครั้ง “รับทราบว่าเป็นการยากที่ต้องถูกกักบริเวณอยู่แต่ภายในที่พักเป็นเวลานาน 21 วัน แต่ทว่าทางรัฐแอริโซนาต้องการให้ชาแอริโซนาทำตามคำแนะนำนี้อย่างเคร่งครัด เพราะเมื่อผู้คนเดินทางไปจับจ่ายที่ห้างสรรพสินค้า และมีความเสี่ยงสูงที่จะแพร่กระจายโรคไปสู่คนอื่นอีกร่วมร้อยอย่างรวดเร็ว ในขณะนี้เราต้องต่อสู้กับการระบาดของโรคหัดนี้ที่กำลังวิกฤต” วิล ฮัมเบอร์ (Will Humble) ผู้อำนวยการสาธารณสุขรัฐแอริโซนาแถลง
       
       แต่อย่างไรก็ตาม รัฐแอริโซนาไม่มีตัวเลขนักเรียนรัฐแอริโซนาที่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัด หรือช่วงอายุ โดยในวันอังคาร(28) มีหญิงชาวแอริโซนาใน มารีโคปา เคาน์ตี (Maricopa County) ได้รับการยืนยันว่าป่วยเป็นโรคหัดที่เชื่อมโยงกับการระบาดในดิสนีย์แลนด์ โดยได้รับการแพร่เชื้อจากครอบครัวในพินาล เคาน์ตี (Pinal County) ที่กลับมาจากการเที่ยวสวนสนุกดีสนีย์แลนด์
       
       สาเหตุการแพร่ระบาดล่าสุดในสหรัฐฯ เชื่อว่าเกิดมาจากแนวคิดการปฎิเสธการฉีดวัคซีนในสหรัฐฯแพร่หลายในหมู่ผู้ปกครองในสหรัฐฯ โดย USA TODAY สื่อสหรัฐฯชี้ในวันจันทร์(27)ว่า การเกิดโรคระบาดแสดงให้เห็นถึง การได้ข้อมูลที่ผิดพลาด การถูกชี้นำในทางที่ผิดโดยบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงสังคมสหรัฐฯ และรวมไปถึงการไม่บังคับใช้กฎหมายของรัฐอย่างเคร่งครัด ซึ่งเจมส์ เชอร์รี (James Cherry) ได้เปิดเผยกับหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส สื่อสหรัฐฯ ว่า สาเหตุการระบาดของโรคหัดในสหรัฐฯที่เริ่มต้นจากสวนสนุกในรัฐแคลิฟอร์เนียมีสาเหตุเกิดมาจากแนวคิดต่อต้านการทำวัคซีนแน่นอน 100 %
       
       ในปี 1960 พบว่าโรคหัดได้สังหารคนไปถึง 450 คนต่อปี และทำให้ต้องกลายเป็นผู้พิการจำนวนมากกว่านั้น ก่อนปี 2000 โรคหัดนี้ได้ถูกกำจัดไปจากสหรัฐฯเนื่องจากวัคซีนที่มีฤทธิ์ครอบจักรวาลที่ได้ปกป้องบุตรหลานชาวอเมริกันจากโรคร้าย แต่ในปี 2014 กลับพบว่า สหรัฐฯกลับต้องเผชิญหน้ากับผุ้ป่วยโรคหัดอีกครั้งจำนวนถึง 644 ราย และเกือบจะแค่ 1 เดือนแรกของปี 2015 มีปรากฏตัวเลขผุ้ติดเชื้อโรคหัดไปแล้วไม่ต่ำกว่า 90 ราย ที่ล้วนเชื่องมโยงกับการระบาดโรคหัดในดีสนีย์แลนด์ รัฐแคลิฟอร์เนีย
       
       ถึงแม้ตัวเลขที่พบยังมีจำนวนไม่สูง แต่แนวโน้มการติดเชื้อดูเหมือนจะเพิ่มอย่างรวดเร็ว เพราะพบว่ามีผู้ปกครองชาวอเมริกัน จำนวนมากต่างตกเป็นเหยื่อของแนวคิด “การไม่ยอมรับทำวัคซีน” ที่เผยแพร่โดยผู้มีชื่อเสียงในวงสังคมอเมริกันที่ได้แนวคิดมาจากการศึกษาในอังกฤษที่อ้างว่า การทำวัคซีน MMR (โรคหัด โรคคางทุม และโรคหัดเยอรมัน) นั้นเป็นหนึ่งในสาเหตุทำให้เกิดโรคออทิสติกได้ ซึ่งไม่น่าแปลกใจที่จะพบว่าแนวคิดต่อต้านการฉีดวัคซีนนั้นมีนักการเมืองสายพรรครีพับริกันอยู่ในหัวขบวน พรรครีพับลิกันที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นพรรคแนวอนุรักษ์นิยม ปฎิเสธแนวคิดทฤษฎีโลกร้อน รวมไปถึงปกป้องชีวิตในครรภ์ด้วยการไม่ต้องการให้ผู้หญิงสามารถยุติการตั้งครรภ์ หรือไม่สนับสนุนให้รัฐใช้เงินของรัฐสนับสนุนโครงการวางแผนครอบครัว และอื่นๆอีกมากมาย The DC World Affairs Blog ได้ลงบทความ “Ron Paul and the The Dangers of the Anti-Vaccine Movement”ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2011 ถึงอันตรายจากแนวคิดต่อต้านการทำวัคซีนของรอน พอล และพรรคพวก ที่ปัจจุบันรอน พอล ดำรงตำแหน่งวุฒิสมาชิกรัฐเทกซัส โดยกล่าวว่า สว. พอลและผู้ร่วมแนวคิด เช่น เจนนี แมคคาธี (Jenny McCarthy) นักแสดงหญิงชาวสหรัฐฯ ได้ร่วมกันชักจูงพ่อแม่ชาวอเมริกันเป็นจำนวนมากไม่ให้นำบุตรหลานเข้ารับวัคซีน โดยโยงไปถึงผลข้างเคียงที่อาจทำให้เกิดโรคออทิสติก และมีผู้ปกครองอเมริกันที่มีบุตรหลานป่วยด้วยโรคออทิสติกไม่ต่ำกว่า 5,000 ในปี2011 ได้ยื่นฟ้องร้องค่าเสียหายจากการนำบุตรหลานไปเข้ารับวัคซีน
       
       ต้นตอการศึกษาออทิสติกและการรับวัคซีนมาจากการศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ลงวารสารอังกฤษ The Lancet ในวันทื่ 28 กุมภาพันธ์ ในปี 1998 ของการศึกษาโดยนายแพทย์ แอนดรูว์ เวกฟิลด์ (Andrew Wakefield) ที่ได้อ้างว่า ในการวิจัยของเขาพบความเชื่อมโยงของวัคซีน MMR และการป่วยด้วยโรคออทิสติก และจนถึงปี 2011 ตลอดการศึกษางานวิจัยอีกไม่ต่ำกว่า 25 ชิ้น ไม่พบความเชื่อมโยงวัคซีนนี้กับโรคออทิสติก แต่อย่างใด และพบว่าในปี 1993 ญี่ปุ่นยกเลิกการแจกจ่ายวัคซีน MMR ในเด็กแต่กลับพบว่าอัตราป่วยด้วยโรคออสติกกลับสูงขึ้น และภายหลังพบว่า เวกฟิลด์และเพื่อร่วมวิจัยจากอังกฤษได้กุผลการศึกษานี้ โดยวารสารอังกฤษได้ประณามว่า “เป็นความตั้งใจที่จะหลอกลวงผลงานศึกษา” และเมื่อ The Lancet ย้อนกลับไปตรวจสอบแพทย์ที่ร่วมลงชื่อในงานวิจัยชิ้นนี้ของเวกฟิลด์พบว่า แพทย์เหล่านั้นได้ถอนชื่อออกจากงานวิจัยชิ้นนี้
       
       แต่อย่างไรก็ตาม ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้ เช่น แมคคาธี ยังคงปกป้องเวกฟิลด์และผลงานวิจัยของเขาถึงแม้ผลวิจัยล่าสุดจะไม่ชี้ความเชื่อมโยงก็ตาม อย่างไรก็ตาม เหมือนเช่นในสหรัฐฯ ในขณะนั้นโรคหัดได้ระบาดในอังกฤษ และมีตัวเลขผู้ปกครองนำบุตรหลานเข้ารับการทำวัคซีนเพียง 80% ในขณะที่ CDC สำนักงานป้องกันและควบคุมโรคติดต่อในสหรัฐอเมริการายงานว่ามีตัวเลขผู้ปกครองอเมริกันถึง 40 % ตัดสินใจเลื่อน หรือปฎิเสธนำบุตรหลานเข้ารับวัคซินอย่างน้อย 1 รายการ
       
       โดย USA TODAY ชี้ข้อบกพร่องในสหรัฐฯ จากช่องโหว่กฎหมายรัฐทั่วอเมริกาที่อนุญาตให้ผู้ปกครองสามารถใช้ข้ออ้างทางการแพทย์ที่จะไม่นำบุตรหลานไปฉีดวัคซีนที่กำหนดได้ แต่ทว่าเป็นที่น่าแปลกใจที่ทุกรัฐในอเมริกา ยกเว้นรัฐมิสซิสซิปปีและรัฐเวสต์ เวอร์จิเนีย อนุญาตให้พ่อแม่อเมริกันสามารถใช้ “ข้ออ้างทางศาสนา” เพื่อเลี่ยงนำบุตรหลานเข้ารับวัคซีน นอกจากนี้ยังพบว่ามีอีกถึง 19 รัฐที่อนุญาตให้ใช้เหตุผล “แนวคิดทฤษฎี” เพื่อที่จะเป็นข้ออ้างไม่ต้องการให้เด็กเข้ารับวัคซีน ซึ่งในสหรัฐฯผู้ปกครองต้องเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายต่างจากหลายประเทศ เช่น ไทย ที่เด็กจะได้รับวัคซีนโดยรัฐบาลเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย
       
       เช่นในรัฐทางตะวันออกของสหรัฐฯ มีขั้นตอนง่ายมากในการไม่ขอรับทำวัคซีน ผู้ปกครองในรัฐนิวเจอร์ซีเพียงแค่ยื่นจดหมายที่ระบุว่า การเข้ารับวัคซีนจะเป็นการขัดขวางต่อสิทธิเสรีภาพที่จะปฎิบัติตามหลักปฏิบัติทางศาสนา และเด็กคนนั้นไม่จำเป็นต้องทำวัคซีน โดยพบว่าในปี 2014 มีเด็กนักเรียนถึง 9,000 รายที่ได้รับข้ออ้างทางศาสนาไม่ต้องเข้ารับวัคซีน สูงเป็น 5 เท่าของจำนวนในปี 2005 ซึ่งกระจุกตัวในเคาน์ตี 4แห่ง
       
       นอกจากนี้ รอยเตอร์ยังตอกย้ำถึงสาเหตุการระบาดสืบเนื่องจาก “แนวคิดปฎิเสธการฉีดวัคซีน” ในวันพุธ(28) ว่า แผนกสาธารณสุขประจำรัฐแคลิฟอร์เนียออกมายอมรับว่า การระบาดโรคหัดในรัฐแคลิฟอร์เนียเกิดจาก ผู้ที่ไม่ได้รับวัคซีนแพร่โรคติดต่อไปสู่ผู้อื่น ซึ่งพบว่าภายในรัฐโกลเดนสเตทแห่งนี้ มีนักเรียนจำนวนถึง 2.7 % ได้รับข้อยกเว้นเหตุผลเสรีภาพในการปฎิบัติตามศาสนาไม่ต้องทำวัคซีน
       
       อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ชาวอเมริกันที่เห็นการระบาดของโรคหัดยังคงยืนยันในความเชื่อต่อต้านการทำวัคซีนให้เด็ก โดย LA Times รายงานในวันที่ 25 มากราคม ล่าสุด ถึงความรู้สึกของผู้ปกครองที่ยังคงยืนยันไม่ต้องการให้มีการทำวัคซีนของแกรี โมแนแฮน (Gary Monahan) สมาชิกสภาเมืองเมซา รัฐแอริโซนา คุณพ่อลูก 6 ที่มีหนึ่งในนั้นป่วยด้วยโรคออทิสติก โดยโมแนแฮนยอมรับว่า ตัดสินใจให้บุตร 4 คนสุดท้ายปฎิเสธการทำวัคซีน โดยสมาชิกสภาเมืองเมซาให้ความเห็นว่า “ จะให้พูดอย่างไรที่จะไม่ดูเหมือนคนไร้สติ และผมไม่ต้องการให้ใครติดโรคหัด แต่จะให้ผมทำใจยอมรับได้อย่างไรที่ต้องทนเห็นการฉีดไวรัสที่ยังมีชีวิตถึง 3 ตัวเข้าสู่ร่างกายของเด็กอายุแค่ 1ปี มันดูหัวใจสลายและโหดร้ายเกินจะทำใจยอมรับได้ ซึ่งรัฐบาลและรัฐต้องทำให้ง่ายมากกว่านี้สำหรับผู้ปกครองในการเข้าสู่ระบบสุขภาพเพื่อจะทำให้ถูกต้อง” นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับความเห็นของ ดี คล็อก (Dee Klocke) คุณแม่ลูก 2 ที่ลูกของเธอเข้าเรียนในโรงเรียนวาลดอร์ฟ (Waldorf School) ในออเรนจ์ เคาน์ตี รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่ในเคาน์ตีแห่งนี้มีฐานะและการศึกษาดี แต่กลับพบว่า นักเรียนในโรงเรียนนี้ถึง 41% ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน โดยเธอให้ความเห็นถึงการโอกาสติดโรคหัดสำหรับบุตรของเธอว่า “ถ้าหากเด็กๆต้องติดโรคหัด แล้วจะทำไม… บางทีที่ดิฉันกล่าวเช่นนี้เพราะเหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น” 
< Previous   Next >