Home arrow News arrow 'อีโบลา'ระบาดข้ามปี บทเรียนของการละเลย'โรคคนจน'
'อีโบลา'ระบาดข้ามปี บทเรียนของการละเลย'โรคคนจน' Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 31 ธันวาคม 2014
   “อีโบลา” กลายเป็นวิกฤตฉุกเฉินด้านสาธารณสุขของโลกในปี 2014 หลังจากช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมาโรคที่มีต้นกำเนิดจากเขตป่าในแอฟริกากลางชนิดนี้ แม้ได้เคยระบาดอย่างรุนแรงหลายระลอกแต่ก็ล้วนปะทุตัวอยู่ในระยะเวลาสั้นๆ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของมันก็อาจจะหมายถึงความพินาศของมันด้วย เนื่องจากพวกนักวิทยาศาสตร์พากันระดมกันหาทางกำจัดเชื้อไวรัสร้ายนี้ ให้เหลือปรากฏเพียงแค่เป็นหมายเหตุเล็กๆ ในประวัติศาสตร์การแพทย์ของพื้นพิภพ    การแพร่ระบาดที่สร้างความหวั่นผวาไปทั่วโลกระลอกนี้ มีต้นตอมาจากการติดเชื้อและเสียชีวิตของเด็กชายวัย 2 ขวบเพียงรายเดียวในแอฟริกาตะวันตก ภูมิภาคที่ยากจนข้นแค้นอยู่แล้วเมื่อเดือนธันวาคม 2013 จากนั้นอีโบลาก็บุกเข้าสู่เมืองที่มีประชากรแออัด สังหารผู้คนนับพันๆ และสร้างความหวั่นวิตกข้ามทวีปไปถึงยุโรปและอเมริกา
       
        ในเดือนสิงหาคม 2014 องค์การอนามัยโลก (WHO) เริ่มต้นเปิดไฟเขียวให้สามารถนำเอาวิธีการรักษาที่ยังอยู่ในขั้นทดลอง ตลอดจนวัคซีนป้องกันที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาซึ่งขณะนี้มีราวสิบกว่าสูตรที่เป็นแคนดิเดตชั้นนำ มาใช้ในการต่อสู้กับอีโบลาได้
       
        ชารอน เลวิน ผู้อำนวยการสถาบันโดเฮอร์ตี้ด้านการติดเชื้อและภูมิต้านทาน มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น, ออสเตรเลีย ชี้ว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แทบไม่มีแรงจูงใจให้ภาคเอกชนคิดที่จะลงทุนและทำตลาดผลิตภัณฑ์รักษาอีโบลาเอาเลย เนื่องจากผลิตภัณฑ์เหล่านี้ดูจะเป็นที่ต้องการในดินแดนที่ยากจนที่สุดของโลกเท่านั้น
       
        อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมายนับจากต้นปี 2014 โดยตามสถิติขององค์การอนามัยโลกนั้น ณ วันที่ 29ธันวาคม การระบาดของอีโบลาระลอกนี้ได้สังหารผู้คนไปแล้ว 7,842 ราย จากจำนวนผู้ล้มป่วยทั้งสิ้น 20,081 ราย แทบทั้งหมดเกิดขึ้นใน 3 รัฐแอฟริกาตะวันตกอย่าง เซียร์ราลีโอน, ไลบีเรีย, และกินี นอกจากนั้นมีผู้เสียชีวิตอีก 8 คนที่ไนจีเรีย, 6 คนในมาลี, และ 1 คนในสหรัฐฯ สำหรับผู้ล้มป่วยนั้น ยังพบที่เซเนกัล แต่ไม่มีผู้เสียชีวิต
       
        ในประเทศที่อยู่นอกแอฟริกา นอกจากสหรัฐฯแล้ว ยังพบผู้ป่วยที่สเปน และล่าสุดเมื่อวันจันทร์ (29 ธ.ค.) ที่ผ่านมา คือที่อังกฤษ ทว่าจำนวนผู้ติดเชื้อในชาติเหล่านี้มีอยู่น้อยราย และได้รับเชื้อเนื่องจากเป็นบุคลากรทางการแพทย์หรืออาสาสมัครที่ไปดูแลรักษาผู้ป่วยอีโบลาในแอฟริกาตะวันตก หรือไม่ก็ติดเชื้อขณะดูแลผู้ป่วยซึ่งโยกย้ายมารักษาที่สหรัฐฯหรือยุโรป
       
        จากความรุนแรงของสถานการณ์โรคเช่นนี้เอง ในขณะที่รัฐบาลประเทศต่างๆ ใช้มาตรการปิดพรมแดน หรืออย่างน้อยก็ทำการสแกนผู้โดยสารทางอากาศอย่างเช้มงวดมากขึ้น และความรู้สึกเมินเฉยไม่สนใจต่อเชื้อไวรัสร้ายชนิดนี้ก็ระเหิดหายไป บริษัทเวชภัณฑ์พากันลุกขึ้นมาแข่งขันพัฒนาวิธีรักษา, วิจัยวัคซีน, ตลอดจนพัฒนาวิธีการทดสอบวินิจฉัยว่าผู้ป่วยติดเชื้ออีโบลาหรือไม่ ซึ่งสามารถนำไปใช้นอกสถานที่อย่างคล่องตัวและให้ผลรวดเร็วยิ่งขึ้น 
< Previous   Next >

หมอดื้อ

Login