|
สธ.ให้เบลเยียมคุมผลิตวัคซีนหวัดใหญ่ เผยมีโอกาสบรรจุเข้าโครงการ 30 บาท |
|
|
|
Post by Administrator
|
|
พุธ, 17 ตุลาคม 2007 |
|
นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ระดับอุตสาหกรรม ว่า ขณะนี้ได้หารือกับคณะทำงานเกี่ยวกับแผนงานการก่อสร้างโรงงาน ซึ่งได้ข้อสรุปว่าจะมีการประสานองค์การอนามัยโลก (WHO) ทาบทามผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่จากประเทศเบลเยียม มาเป็นผู้ควบคุมและดูแลแผนการผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ที่กำลังจะก่อสร้างขึ้นในเร็วๆ นี้ โดยจะควบคุมดูแลทั้งขั้นตอนการก่อสร้างที่ได้มาตรฐาน รวมถึงเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตวัคซีน โดย สธ.จะมีฐานะเป็นผู้ว่าจ้างทีมผู้เชี่ยวชาญจากประเทศเบลเยียม
"หากทาบทามสำเร็จ จะเริ่มงานทันที โดยเริ่มจากการวางแผนงานการก่อสร้าง และการผลิตทั้งหมด เพื่อให้แล้วเสร็จภายในสิ้นปีนี้ เพื่อให้เริ่มการก่อสร้างโรงงานได้ภายในต้นปีหน้า เพราะการก่อสร้างโรงงานผลิตวัคซีนต้องใช้เวลานานประมาณ 3-4 ปี จึงจะแล้วเสร็จ" นพ.มงคลกล่าว และว่า ในระหว่างนี้ได้มีโครงการนำร่องเกี่ยวกับการผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ โดยมีการทดลองวิจัยอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตศาลายา ซึ่งผลในการทดลองในห้องปฏิบัติการได้ผลเป็นที่น่าพอใจ หากทำเต็มรูปแบบจะมีกำลังการผลิตวัคซีนได้ถึง 2 แสนโดสต่อปี วัคซีนส่วนนี้จะสำรองไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉินที่มีการแพร่ระบาดโรคไข้หวัดใหญ่เกิดขึ้นเท่านั้น ซึ่งงบประมาณในการลงทุนทั้งหมดได้การสนับสนุนจาก WHO วงเงิน 2 ล้านเหรียญสหรัฐ นพ.มงคลกล่าวว่า สำหรับการผลักดันให้วัคซีนไข้หวัดใหญ่บรรจุเป็นชุดสิทธิประโยชน์ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือโครงการบัตรทอง เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับวัคซีนป้องกันโรคฟรีนั้น ขณะนี้ได้สั่งการให้กรมควบคุมโรคเร่งศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิผลของวัคซีนระหว่างผู้ที่ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ กับผู้ที่ไม่ได้ฉีดวัคซีน เพื่อเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสีย ว่ามีผลแตกต่างอย่างไร หากพบว่าการฉีดวัคซีนมีประสิทธิผลมากกว่า คือ ทำให้สูญเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลน้อยลง ก็จะนำมาประกอบการตัดสินใจให้วัคซีนฟรีแก่ประชาชนทันที นพ.มงคลกล่าวว่า การฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่เสียค่าใช้จ่ายเพียงเข็มละ 200 บาท เทียบไม่ได้กับการเสียค่ารักษาพยาบาล หากเกิดอาการเจ็บป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ที่เสียเงินมากกว่าการซื้อวัคซีนหลายเท่า อย่างไรก็ตาม หากจะมีการผลักดันให้วัคซีนกับประชาชนฟรีนั้น ในช่วงแรกจะให้สิทธิกับประชาชนกลุ่มเสี่ยงก่อน เช่น บุคลากรทางการแพทย์ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้พิการเท่านั้น โดยสามารถแทรกเรื่องเข้าในที่ประชุมคณะกรรมการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้ครบปีงบประมาณแต่อย่างใด (กรอบบ่าย) ที่มา วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10812 |