Home arrow News arrow ชี้รูรั่วต้านไวรัส'อีโบลา'ใน 'เอเชีย' ระบบสาธารณสุขบางปท.อ่อนแอ
ชี้รูรั่วต้านไวรัส'อีโบลา'ใน 'เอเชีย' ระบบสาธารณสุขบางปท.อ่อนแอ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
จันทร์, 27 ตุลาคม 2014
      เอพี/เอเจนซีส์ – หวั่นยิ่ง “อีโบลา” ระบาดในแอฟริกาตะวันตกนานเท่าไร ยิ่งมีโอกาสมากขึ้นที่นักเดินทางจะนำไวรัสนี้มาแพร่เชื้อในเอเชีย ผู้เชี่ยวชาญชี้ความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการตรวจพบและกักตัวผู้ติดเชื้อจะเป็นตัวชี้ขาดว่า ภูมิภาคนี้ที่มีคนยากจนเป็นพันล้านและระบบสาธารณสุขในบางประเทศก็อ่อนแอมาก จะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์โรคร้ายนี้แห่งต่อไปหรือไม่ 
    
        แม้พวกเจ้าหน้าที่และระบบสาธารณสุขของเอเชีย เคยมีประสบการณ์ในการรับมือโรคระบาดรุนแรง เป็นต้นว่า โรคระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเฉียบพลัน (ซาร์ส) และไข้หวัดนก มาแล้ว กระนั้น พวกผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขของประเทศในทวีปนี้ที่การพัฒนายังค่อนข้างต่ำ ก็ยังอดกลัวไม่ได้ว่า อีโบลาจะเข้ามาระบาดอย่างรุนแรงและยากต่อการควบคุม
       
        ยาติน เมห์ทา ผู้เชี่ยวชาญเวชบำบัดวิกฤต ของโรงพยาบาลเมดันตา เมดิซิตี้ ใกล้กรุงนิวเดลี, ประเทศอินเดีย ตั้งข้อสังเกตว่า อีโบลาเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษา ซ้ำมีอัตราการตายสูง แม้แต่ประเทศไฮเทคอย่างอเมริกายังไม่สามารถป้องกันได้อย่างเด็ดขาด
       
        “รัฐบาลอินเดียใช้ความพยายามอย่างมาก โดยกำลังจัดเตรียมและฝึกอบรม แต่ประวัติการจัดการกับวิกฤตของเราในอดีตที่ผ่านมา ถือว่าย่ำแย่มาก” เขาแสดงความกังวล
       
        จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (ฮู) ขณะนี้มีผู้ติดเชื้ออีโบลามากกว่า 10,000 ราย และเกือบครึ่งเสียชีวิต การระบาดของไวรัสร้ายขณะนี้ซึ่งรวมศูนย์อยู่ที่แอฟริกาตะวันตก ถือเป็นการระบาดครั้งเลวร้ายที่สุด โดยสถิติผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกินี ไลบีเรีย และเซียร์ราลีโอน นอกจากนี้ยังพบผู้ติดเชื้อในอีก 3 ประเทศแอฟริกาตะวันตก (ไนจีเรีย, เซเนกัล, มาลี) รวมทั้ง สเปน และสหรัฐฯ
       
        อาการขั้นต้นของอีโบลา ได้แก่ มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดตัว ไอ ปวดท้อง อาเจียน และท้องร่วง โดยผู้ป่วยจะไม่แพร่เชื้อจนกว่าอาการเหล่านี้จะเริ่มขึ้น และเชื้ออีโบลาสามารถแพร่ไปสู่ผู้อื่นได้ผ่านทางสารคัดหลั่งของผู้ป่วย ดังนั้น เจ้าหน้าที่รักษาพยาบาลและสมาชิกครอบครัวจึงเป็นกลุ่มที่เสี่ยงที่สุด
       
        เอเชียที่มีประชากรถึง 60% ของประชากรโลก แม้มีระดับการพัฒนาสูงกว่าแอฟริกาตะวันตก รวมทั้งมีหลายประเทศที่เป็นเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่และประเทศพัฒนาแล้ว เป็นต้นว่า สิงคโปร์ มาเลเซีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น แต่ขณะเดียวกันก็ยังมีประเทศที่ประชากรยากจนจำนวนมากต้องอาศัยอยู่ในสลัมแออัดและระบบสาธารณสุขขาดแคลนทรัพยากรสนับสนุน ดังเช่น อินเดีย จีน ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย 

ชี้รูรั่วต้านไวรัส'อีโบลา'ใน 'เอเชีย'  ระบบสาธารณสุขบางปท.อ่อนแอ
เจ้าหน้าที่การแพทย์ชาวฟิลิปปินส์สาธิตวิธีสวมชุดป้องกันเชื้อไวรัสอีโบลาอย่างถูกวิธี ต่อสื่อมวลชน ณ สถาบันการแพทย์เขตร้อน
        ลินดอน ลี ซุย โฆษกรัฐบาลฟิลิปปินส์ประเมินว่า มีชาวตากาล็อกราว 1,700 คนทำงานในไลบีเรีย เซียร์ราลีโอน และกินี ไม่รวมทหารกองกำลังรักษาสันติภาพอีกกว่า 1,000 คนในไลบีเรีย กระทรวงสาธารณสุขฟิลิปปินส์แนะนำให้มีการกักกันโรค 21 วันก่อนที่พลเมืองจะออกจาก 3 ประเทศเหล่านั้น แต่ปัญหาคือ ยังไม่รู้จะนำงบประมาณส่วนใดมาอุดหนุน
       
        น.พ.แอนโทนี ลีชอน ประธานแพทยสมาคมฟิลิปปินส์ สำทับว่า การที่แดนตากาล็อกมีแรงงานที่ไปทำงานอยู่ต่างประเทศถึง 10 ล้านคน ทำให้การป้องกันอีโบลาเป็นภาระที่หนักหนายิ่งขึ้น
       
        ด้านอินโดนีเซีย จานดรา โยคะ อดิตามา ผู้อำนวยการคณะกรรมการวิจัยและพัฒนา กระทรวงสาธารณสุขเผยว่า แดนอิเหนามีโรงพยาบาล 100 แห่งที่มีประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วยไข้หวัดนก เตรียมพร้อมแล้วที่จะรับมือกับอีโบลา
       
        วิธีเดียวที่อาจจะรับประกันได้ว่า ไวรัสร้ายสายพันธุ์นี้จะไม่ระบาดเข้าสู่ประเทศคือ บังคับกักกันโรคผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด หรือหากจะให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นอีก ก็อาจจะใช้วิธีห้ามเดินทางติดต่อกับประเทศเหล่านั้นโดยสิ้นเชิง ทว่าพวกผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ในโลกยุคโลกาภิวัฒน์นี้ ในทางเป็นจริงแล้วย่อมไม่สามารถบังคับใช้มาตรการเหล่านี้ได้อย่างเด็ดขาดสมบูรณ์ นอกจากนั้น มาตรการเช่นนี้ยังอาจทำให้แพทย์และพยาบาลที่พยายามต่อสู้กับอีโบลาถึงต้นตอในแอฟริกาตะวันตก มีความเต็มใจน้อยลงหรือกระทั่งไม่สามารถเดินทางไปช่วยได้ ส่งผลให้โรคนี้ระบาดหนักขึ้นอีก
       
        ในปัจจุบัน สนามบินหลายๆ แห่งในเอเชีย ได้ยกระดับการป้องกันโรค ด้วยการคัดกรองผู้ที่เดินทางมาจากประเทศที่มีการระบาด เป็นต้นว่า แยกผู้ที่ร่างกายมีอุณหภูมิสูงไปสังเกตอาการ และพยายามติดต่อกับบุคคลเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง 21 วัน ซึ่งเป็นระยะฟักเชื้อของอีโบลา อย่างไรก็ดี แม้มาตรการเหล่านี้ได้ผลอย่างดี แต่ยังมีคนมากมายที่อาจไม่พูดความจริงเกี่ยวกับประวัติการเดินทาง รวมทั้งยาสามัญอย่างพาราเซตามอล อาจช่วยลดไข้ในเฉพาะหน้าได้ ซึ่งจะทำให้พวกเขาผ่านด่านตรวจ
       
        ตามข้อมูลของทางการจีนระบุว่า นับจากวันที่ 23 สิงหาคม มีผู้เดินทางจากพื้นที่ที่อีโบลาระบาดเข้าสู่มณฑลกวางตุ้ง เป็นจำนวน 8,672 คน โดยที่มีเที่ยวบินตรงจากทวีปแอฟริกาสู่กว่างโจว เมืองหลวงของมณฑลนี้ มากกว่าเดือนละ 160 เที่ยว สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งขึ้นระหว่างจีนกับแอฟริกา 

ชี้รูรั่วต้านไวรัส'อีโบลา'ใน 'เอเชีย'  ระบบสาธารณสุขบางปท.อ่อนแอ
นพ.มาร์ค คริสโตเฟอร์ ปาซายัน นำสื่อมวลชนชมห้องกักตัวผู้ติดเชื้ออีโบลา ที่สถาบันการแพทย์เขตร้อน ในฟิลิปปินส์ ระหว่างโชว์ความพร้อมรับมือผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาของรัฐบาลแดนตากาล็อก ขณะที่ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยด้วยไวรัสมรณะชนิดนี้ใที่แดนตากาล็อก
        นักเดินทางเหล่านี้จะถูกติดตามอาการตามแนวทางของกระทรวงสาธารณสุข เช่น เจ้าหน้าที่รักษาพยาบาลจะไปเยี่ยมหรือโทรศัพท์ติดต่อทุกเช้า-เย็นนาน 21 วัน และผู้ที่มีอุณหภูมิผิดปกติจะถูกกักกันโรคทันทีนาน 3 สัปดาห์
       
        ในฮ่องกง น.พ.เอดวิน จุ้ย ลกคิน ประธานเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำท่าเรือและท่าอากาศยาน ระบุว่า มีผู้โดยสารจากภูมิภาคที่ได้รับความกระทบกระเทือนจากเชื้ออีโบลา เดินทางเข้ามาประมาณวันละ 15 คน ส่วนที่สิงคโปร์ รัฐบาลนครรัฐแห่งนี้บอกว่า มีผู้เดินทางจากกีนี, ไลบีเรีย, และเซียร์ราลีโอน เฉลี่ยแล้วประมาณเดือนละ 30 คน
       
        เดล ฟิชเชอร์ หัวหน้าแผนกโรคติดต่อของโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ แสดงทัศนะว่า รัฐบาลในเอเชียควรให้ความรู้แก่แพทย์พยาบาลเกี่ยวกับอีโบลา และซักประวัติการเดินทางผู้ป่วยที่มีไข้ในสถานพยาบาลทุกแห่ง
       
        ฟิชเชอร์เสริมว่า สามารถควบคุมการระบาดของโรคนี้ได้ด้วยการกักกันผู้ติดเชื้ออย่างรวดเร็ว รวมทั้งติดตามตัวผู้ที่อาจติดเชื้อจากผู้ป่วยอย่างมีประสิทธิภาพ ดังตัวอย่างของไนจีเรีย ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในแอฟริกาตะวันตกและกระทั่งแอฟริกาทั้งทวีป เวลานี้ปลอดจากโรคนี้เป็นที่เรียบร้อย หลังจากยืนยันพบผู้ป่วย 19 ราย และเสียชีวิต 7 ราย
       
        ย้อนกลับไปที่อินเดีย สุจาธา ราว อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า ระบบสาธารณสุขของแดนภารตะจะอยู่ในสภาพที่ต้องรับภาระจนเกินกำลัง ในเวลาที่ต้องเผชิญกับวิกฤตทางสาธารณสุข ดังเห็นได้จากครั้งการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกสายพันธ์ H1N1 ปี 2009
       
        “ในอินเดีย เรามีการบริหารจัดการวิกฤตที่ดีมากๆ แต่เราอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ถึงขั้นหมดหวังทีเดียวเมื่อมาถึงการดูแลรักษาตามปกติ” เธอกล่าว
       
        เมื่อถามถึงการเตรียมตัวของอินเดียเพื่อรับมือกับโรคอีโบลา ราวตอบว่า “เรายังไม่พร้อมหรอก แต่ก็อย่างที่พูดกันนั่นแหละ มันมีเรื่องที่ต้องเตรียมพร้อมมากเหลือเกินจนไม่มีประเทศไหนทำได้หมดสิ้น” 

ชี้รูรั่วต้านไวรัส'อีโบลา'ใน 'เอเชีย'  ระบบสาธารณสุขบางปท.อ่อนแอ
นพ.มาร์ค คริสโตเฟอร์ ปาซายัน พาผู้สื่อข่าวชมห้องพักคนไข้โรคอีโบลา ที่จำเป็นต้องแยกออกจากผู้ป่วยประเภทอื่นๆ เพื่อป้องกันการสัมผัสกับเชื้อไวรัส


< Previous   Next >

หมอดื้อ

Login