Home arrow News arrow “สหรัฐฯ” ประกาศจับมือ “แกล็กโซสมิทไคล์น” ร่วมทดลองวัคซีนอีโบลาในคนครั้งแรก
“สหรัฐฯ” ประกาศจับมือ “แกล็กโซสมิทไคล์น” ร่วมทดลองวัคซีนอีโบลาในคนครั้งแรก Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
ศุกร์, 29 สิงหาคม 2014
 เอเจนซีส์ – วันนี้(28)รัฐบาลสหรัฐฯ และบริษัทยาอังกฤษ แกล็กโซสมิทไคล์น หรือ GSK จะเปิดแถลงร่วม เริ่มต้นทำการทดลองวัคซีนโรคอีโบลาครั้งแรกในมนุษย์
       
       NBC News สื่อสหรัฐฯ รายงานในวันพุธ(27)ว่า สถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NIH จะเป็นผู้สนับสนุนหลักในการทดลองวัคซีนอีโบลาในมนุษย์เป็นครั้งแรก ถือเป็นขั้นตอนลัดในความพยายามควบคุมโรคอีโบลาที่ระบาดหนักใน 3 ประเทศแอฟริกาตะวันตกในขณะนี้  และโฆษก NIH จะเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมในวันพฤหัสบดี(28)
       
       ล่าสุดวันนี้(28) องค์การอนามัยโลก หรือ WHO คาดการณ์ว่าจะมีผู้ป่วยถึง 20,000 คนติดเชื้ออีโบลาในแอฟริกาตะวันออก และ WHO ประกาศต้องการเม็ดเงินถึง 490 ล้านดอลลาร์ในการรับมืออีโบลาอีก 6 เดือนข้างหน้า โดยยอดผู้เสียชีวิตปัจจุบันอยู่ที่ 1, 552 คน และมีแนวโน้มที่จะมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
       
       สถาบันโรคติดต่อและภูมิแพ้แห่งชาติอเมริกา หรือ NIAID ภายใต้สังกัดของ NIH ได้ร่วมคิดค้นทดลองวัคซีนอีโบลานานหลายปีจากความต้องการเพื่อป้องกันการก่อการร้ายโดยอาวุธชีวภาพเป็นหลัก เพราะก่อนหน้าการเกิดอีโบลาระบาดครั้งใหญ่ เชื้อไวรัสมักระบาดในวงจำกัด และสามารถควบคุมได้ง่ายเ และมีการพัฒนาวัคซีนเพื่อทำการรักษาอย่างรวดเร็ว
       
       ทั้งนี้ NIAIDทำงานร่วมกับ Okairos บริษัทยาขนาดเล็กสัญชาติสวิส-อิตาเลียน ทำการพัฒนาวัคซีนที่ได้พิสูจน์ในลิงทดลอง และพบว่ามีประสิทธิภาพป้องกันอีโบลาได้ และบริษัทยาอังกฤษ แกล็กโซสมิทไคล์น หรือ GSK ได้ซื้อ Okairosในปี 2013
       
       และก้าวต่อไปคือการทดลองวัคซีนอีโบลากับมนุษย์ เพื่อดูว่ามีความปลอดภัย และสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันเพื่อสามารถต้านทานจากการติดเชื้อโรคอีโบลาได้หรือไม่
       
       ทั้งนี้วัคซีนอีโบลาทำมาจากเชื้อไวรัส Adenovirus ที่ทำให้ลิงชิมแปนซีล้มป่วยแต่ไม่มีผลกับมนุษย์ โดยทางนักวิจัยได้ปรับปรุงพันธุกรรมของไวรัสนี้ใหม่จากชิ้นส่วนของไวรัสอีโบลา เป็นโปรตีนที่ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนอง แต่จะไม่ทำให้มนุษย์ล้มป่วย
       
       นอกจากนี้ยังมีบริษัทยาอื่นๆต่างเร่งพัฒนาวัคซีนเพื่อการรักษาโรคอีโบลา รวมไปถึงบริษัทยา Crucell biopharmaceutical เป็นบริษัทลูกของ Johnson & Johnson พัฒนา อีโบลา/มาร์เบิร์ก วัคซีน (Ebola/Marburg vaccine) ภายใต้การสนับสนุนของ NIH และบริษัทยา Profectus Biosciences ที่มีฐานอยู่ในรัฐไอโอวา พัฒนาวัคซีนอีโบลาจากไวรัสในสัตว์โรงเรือน และได้รับการสนับสนุนจาก NIH เช่นกัน รวมไปถึงบริษัทยา NewLink Genetics Corp ฐานอยู่ในรัฐไอโอวา ได้รับใบอนุญาตจากรัฐบาลแคนาดาในการผลิตวัคซีนอีโบลาที่ถูกคิดค้นโดยนักวิทยาศาสตร์ของรัฐบาลแคนาดาที่พัฒนาวัคซีนอีโบลามาจากไวรัส Adenovirus และNIH ได้ร้องขอบริษัทยา Immunovaccine ในโนวา สโคเทีย แคนาดา พัฒนาวัคซีนเพื่อรักษาโรคอีโบลาโดยมีพื้นฐานมาจากเทคโนโลยีวัคซีนโรคแอนแทรกซ์ของบริษัท
       
       และก่อนหน้านี้ ผู้ป่วยโรคอีโบลาชาวอเมริกัน 2 รายแรก เคนท์ แบรนต์ลีย์ และแนนซี ไรท์โบล มิชชันนารีเจ้าหน้าที่การแพทย์จากมูลนิธิคริสเตียน SIM ได้รับเซรุมทดลอง Zmapp ของบริษัทยา Mapp Biopharmaceutical ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ได้รับการสนับสนุนจากเพนตากอน จนทำให้คนทั้งคู่มีอาการดีขึ้นและได้รับอนุญาตให้เดินทางออกจากโรงพยาบาลได้
       
       และนอกจากนี้ แพทย์ 3 รายจากไลบีเรียได้รับเซรุม Zmapp เช่นกัน แต่มี 1 รายเสียชีวิต ในขณะที่อีก 2 รายอาการดีขึ้น รวมไปถึงบาทหลวมิชชันนารี มิกูเอล ปาจาเรส วัย 75 ปี ชาวสเปนต้องจบชีวิตลงเพราะโรคอีโบลาที่ถึงแม้จะได้รับเซรุม Zmapp ก็ตาม แต่ วิลเลียม พูลีย์ คนไข้ติดเชื้ออีโบลารายแรกของอังกฤษได้รับเซรุม Zmappในต้นสัปดาห์นี้ และมีอาการดีขึ้น
< Previous   Next >