Home arrow News arrow กาชาด-กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สานต่องานวิจัยเซรุ่มต้านพิษใน “หน่อไม้ปี๊บ”
กาชาด-กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์สานต่องานวิจัยเซรุ่มต้านพิษใน “หน่อไม้ปี๊บ” Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
ศุกร์, 27 กันยายน 2013
  นายแพทย์นิพนธ์ โพธิ์พัฒนชัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่าโครงการศึกษาวิจัยและพัฒนาการผลิตเซรุ่มต้านพิษจากเชื้อคลอสตริเดียม โบทูลินั่ม เป็นโครงการต่อเนื่องระหว่างกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กับ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย โรคโบทูลิซึ่มยังคงเป็นกรณีปัญหาที่เกิดขึ้นในทุกๆ ปี ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากวัฒนธรรมและพฤติกรรมการบริโภคที่ยังไม่เปลี่ยนของประชาชน โดยทุกครั้งที่สอบสวนโรคมักพบว่า สาเหตุมาจากการที่ชาวบ้านรับประทานหน่อไม้ปี๊บโดยไม่ได้นำมาต้มก่อน ถึงแม้อุบัติการณ์การเกิดโรคโบทูลิซึ่มจะยังเกิดขึ้นน้อย แต่เป็นแล้วอาจทำให้ผู้ป่วยถึงขั้นเสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว ซึ่งความรุนแรงของโรคจะขึ้นอยู่กับปริมาณของพิษจากเชื้อโบทูลินั่มที่ผู้ป่วยได้รับเข้าไป
  นพ.นิพนธ์ กล่าวต่ออีกว่า กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีความสามารถในด้านการตรวจวินิจฉัยเพื่อชันสูตรโรค ทางห้องปฏิบัติการ โดยตรวจวินิจฉัยเชื้อจากตัวอย่างที่สงสัยว่ามีการปนเปื้อนเชื้อดังกล่าว แล้วจึงนำตัวอย่างมาเพาะแยกเชื้อในอาหารเลี้ยงเชื้อในภาวะไร้ออกซิเจน ตัวอย่างที่เหมาะสำหรับการตรวจหาเชื้อนี้ ได้แก่ น้ำล้างกระเพาะ อุจจาระ ซีรั่มและอาหารที่ผู้สงสัยว่าได้รับเชื้อรับประทานเข้าไป และนำเชื้อที่เพาะแยกได้มาทดสอบปฏิกิริยาทางชีวเคมีและตรวจพิสูจน์หาชนิดสารพิษ โดยการฉีดในหนูทดลองและตรวจยืนยันชนิดสารพิษ ถ้าหากประเทศไทยสามารถพัฒนาการผลิตเซรุ่มต้านพิษจากเชื้อคลอสตริเดียมโบทูลินั่มได้สำเร็จ นอกจากจะมีศักยภาพในการพึ่งตนเองด้านการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับพิษจากเชื้อคลอสตริเดียมโบทูลินั่มได้ในราคาที่ถูกลงแล้ว ยังช่วยให้การรักษาผู้ป่วยมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกลง
       
       นายแพทย์วิศิษฏ์ สิตปรีชา ผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย กล่าวว่า การดำเนินการศึกษาวิจัยการพัฒนาการผลิตเซรุ่มต้านพิษโบทูลินั่มได้ Bivalent botulium antitoxin A, B ตามมาตรฐาน Good Laboratory Practic (GLP) ซึ่งขณะนี้ได้ผลผลิต botulinum antitoxin type A จำนวน 80 ลิตร และ botulinum antitoxin type B อีกระดับหนึ่ง ซึ่งเป็นผลผลิตที่ได้ระดับภูมิคุ้มกันที่มากกว่าหรือเท่ากับ 1000 IU/ml เตรียมที่จะทำให้บริสุทธิ์และทำการทดสอบเพิ่มในสัตว์ทดลอง ในอนาคตจะดำเนินงานโครงการวิจัยต่อเนื่องไปอีก 5 ปี ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2556 จนถึงเดือนกันยายน 2561 ซึ่งคาดว่าผลความสำเร็จจากการศึกษาวิจัยครั้งนี้จะทำให้ได้ Bivalent botulinum antitoxin A, B เพื่อใช้รองรับการรักษาผู้ป่วยด้วยโรคโบทูลิซึ่มได้ทันเวลาและเป็นการพึ่งพาตนเองในระยะยาว

< Previous   Next >