Home arrow News arrow “โรคปอดบวม” คร่าชีวิตเด็กอันดับ 1 กุมารแพทย์ฯ แนะพ่อแม่สังเกตอาการป่วยเด็ก
“โรคปอดบวม” คร่าชีวิตเด็กอันดับ 1 กุมารแพทย์ฯ แนะพ่อแม่สังเกตอาการป่วยเด็ก Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
เสาร์, 04 สิงหาคม 2012
  นายกสมาคมกุมารแพทย์ แนะพ่อแม่สังเกตอาการป่วยของเด็ก หวั่นเป็นโรคปอดบวมหลังพบเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ในเด็ก ส่วนเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ ให้ระวังโรคหูชั้นกลางอักเสบซึ่งเป็นโรคแทรกซ้อนของหวัด ชี้ หากเชื้อแพร่สู่ฐานสมองอาจทำให้เป็นโรคเยื่อสมองอักเสบได้    ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์ และนายกสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงาน “เติมรัก สร้างภูมิ เสริมวัคซีน เนื่องในวันแม่แห่งชาติ” ว่า โรคหูชั้นกลางอักเสบเป็นโรคแทรกซ้อนในเด็กที่พ่อแม่มักมองข้าม ซึ่งมักพบในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 3 ขวบ มากถึงร้อยละ 80 แม้จะเป็นโรคที่มีความรุนแรงไม่มาก แต่หากพ่อแม่ละเลยโดยคิดว่าอาการเจ็บหู และคันหูเป็นเพียงอาการข้างเคียงของโรคไข้หวัด อาจจะทำให้เกิดอาการติดเชื้อและอักเสบ ทำให้แก้วหูบวมแดง มีน้ำ หนองคั่งในเยื่อแก้วหู และทำให้เยื่อแก้วหูขาดในที่สุด ที่สำคัญ เชื้ออาจแพร่กระจายไปยังฐานสมอง ทำให้เป็นโรคเยื่อสมองอักเสบและฝีในสมองได้ หากเชื้อแพร่กระจายสู่ปอดจะทำลายเนื้อปอด จนอาจทำให้ระบบหายใจล้มเหลวฉับพลัน และหากเข้าสู่กระแสเลือด จะทำให้เป็นโรคติดเชื้อในกระแสเลือดได้

“หากเด็กเป็นโรคหูชั้นกลางอักเสบจะมีอาการงอแง เพราะปวดหู คันหู หูอื้อ ในเด็กเล็กที่ยังพูดไม่ได้อาจจับหูบ่อยๆ โดยบางรายอาจมีอาการอักเสบ มีน้ำ และหนองไหลออกจากรูหูร่วมด้วย รวมถึงมีไข้สูงติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึมสลับกับงอแง อาจมีอาการชัก หายใจมีเสียงวี้ดๆ หรือหายใจถี่และแรง ให้รีบพาไปพบแพทย์ทันที” ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าว

ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ โรคที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ คือ โรคปอดบวม เนื่องจากเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับ 1 ในเด็ก โดยเฉพาะเด็กอายุ 1-2 เดือน ซึ่งเด็กจะมีอาการเหมือนเป็นไข้หวัด หอบหืด มีไข้ และไอมาก พ่อแม่ต้องหมั่นสังเกตอาการของเด็ก เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนในการป้องกัน และยังไม่มียาในการรักษา ซึ่งแพทย์จะรักษาตามอาการ เพราะหากใช้ยาฆ่าเชื้ออาจมีปัญหาเชื้อดื้อยาได้

ศ.พญ.อุษา ทิสยากร นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า พ่อแม่ควรสร้างภูมิคุ้มกันเบื้องต้นให้ลูกตั้งแต่แรกคลอดด้วยการให้นมแม่ สร้างสุขอนามัยที่ดีด้วยการล้างมือ ปิดปากและจมูกเมื่อไอหรือจาม และหากไม่สบายควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด และรีบปรึกษากุมารแพทย์ทันที เพื่อลดโอกาสเสี่ยงในการติดต่อโรคร้ายแรง รวมถึงต้องให้เด็กได้รับวัคซีนพื้นฐานครบตามที่กำหนด จะช่วยป้องกันโรคติดเชื้อรุนแรงได้

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 สิงหาคม 2555 
< Previous   Next >