|
รายงานพิเศษ : นักเคมีและเภสัชบูรณาการ สู่เป้าหมายการค้นพบโครงการวิจัยยาของประเทศไทย |
|
|
|
Post by Administrator
|
|
อังคาร, 28 สิงหาคม 2007 |
นักวิจัยไทยในสาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัชได้มีการรวมตัวกันเป็นปีที่ 2 เพื่อผสานความร่วมมือด้านการวิจัยยาของประเทศ บนพื้นฐานการพึ่งพาตนเองในภาวะที่การบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยายังได้รับแรงกดดันสูงจากบริษัทยาระดับโลก นับเป็นปีที่ 2 ที่ ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้มาเป็นประธานและบรรยายพิเศษเปิดการประชุมวิชาการคณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ครั้งที่ 2 การค้นหายา : จากการค้นหาสู่การพัฒนา ที่ทรัพย์ไพวัลย์ แกรนด์ โฮเต็ล แอนด์ รีสอร์ท อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก โดยการจัดของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร
นักเคมีและเภสัชชั้นนำของประเทศได้มารวมตัวกันที่จังหวัดพิษณุโลกในการประชุมวิชาการ ที่มีการหยิบยกประเด็นสืบเนื่องจากการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา หรือ CL การค้นหายาราคาถูกบนพื้นฐานการพึ่งพาตนเอง จึงเป็นเป้าหมายต่อไปของนักวิจัยไทย ตลอด 3 วันของการประชุมที่นักวิจัยรุ่นอาวุโส รุ่นกลาง และรุ่นใหม่ ได้มาระดมสมองเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในการวิจัยและพัฒนายา รวมทั้งมีการอภิปรายในประเด็นของภาคอุตสาหกรรมยา การแพทย์ทางเลือก และสิทธิบัตร เพื่อนำไปสู่การร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนายาของประเทศไทยในอนาคต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกล่าวว่า จากความสำเร็จของการประชุมครั้งที่ 1 ที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อปีที่แล้ว ทำให้เห็นถึงศักยภาพการวิจัยยาของไทยโดยความร่วมมือของนักเคมีและเภสัช พร้อมย้ำควรส่งเสริมการวิจัยและพัฒนายารักษาโรคเขตร้อนเพื่อคนไทยเอง เพราะประเทศไทยมีการวิจัยยาเพื่อผู้ป่วยยากจนอยู่ในระดับแนวหน้าของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา โดยคาดหวังโครงการวิจัยยาต้านมาลาเลียช่วยผู้ป่วยยากจนจะสำเร็จภายใน 5 ปี ขณะที่ยอมรับว่าการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา หรือ CL ควรทำเฉพาะที่จำเป็น เพราะต้องเคารพทรัพย์สินทางปัญญาของการวิจัยและพัฒนายา เพื่อสร้างความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม CL มีความจำเป็นในการช่วยผู้ป่วยที่ไม่สามารถเข้าถึงยาราคาแพงตามหลักมนุษยธรรม ซึ่งระบุในข้อตกลงระหว่างประเทศ และยังส่งผลดีคือบริษัทยาเริ่มลดราคายาในราคาที่เป็นธรรมมากขึ้น ด้าน ศ.ดร.มนตรี จุฬาวัฒนทล ประธานกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช กล่าวว่านักวิจัยที่มาร่วมการประชุมครั้งนี้ ไม่ได้มานำเสนอผลงานวิจัยที่ดำเนินการเสร็จสมบูรณ์แล้ว แต่เป็นการมาร่วมกำหนดโจทย์การวิจัยเพื่อวางยุทธศาสตร์การวิจัยยาของประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องเลือกยาที่นักวิจัยไทยมีความเชี่ยวชาญ เพราะคงไม่สามารถวิจัยยาได้ทุกชนิด นอกจากนี้ยังเป็นการส่งเสริมการวิจัยยาเพื่อเป็นทางเลือกทดแทน CL ซึ่งเป็นเพียงกลไกชั่วคราว ดังนั้นหลัง CL หมดอายุลง จะต้องมีการวิจัยยาของไทยเองเพื่อเป็นการรองรับและแก้ปัญหาล่วงหน้า จึงคาดหวังผลการประชุมครั้งนี้ จะนำไปสู่การจัดทำข้อเสนอโครงการวิจัยยาร่วมกัน เพื่อ วช. จะได้พิจารณาให้ทุนสนับสนุนการวิจัยต่อไป ขณะที่ รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่ายาคือยุทธปัจจัยที่จำเป็นต้องใช้ CL คานอำนาจให้เกิดความสมดุลและยุติธรรม เพราะจากบทความของ ศ.ไบรอัน ดรั๊คเกอร์ หัวหน้าคณะวิจัยมะเร็งเม็ดเลือดขาว แห่งมหาวิทยาลัยโอเรกอน สหรัฐอเมริกา ได้แสดงความเห็นว่าระบบสิทธิบัตรทำให้ยามีราคาสูงจนยากที่ผู้ป่วยจะเข้าถึงยา ทั้งที่นักวิจัยพยายามคิดค้นหาความรู้เพื่อรักษาผู้ป่วย ดังนั้น CL จึงเป็นทางออกเพื่อให้บริษัทยาปรับตัวไม่ให้ราคายาสูงมากนัก ในภาวะที่บริษัทยาระดับโลกยังมีอิทธิพลสูงในการกำหนดราคายา ความพยายามของนักวิจัยไทยในการพัฒนายาขึ้นเองในประเทศไทย จึงเป็นกระบวนการที่ต้องทำคู่ขนานไปกับ CL เพื่อให้ผู้ป่วยไทยมีสิทธิเข้าถึงยารักษาโรคอื่น ๆ ได้อีกตามหลักมนุษยธรรม ที่มา สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ 28 สิงหาคม 2550 |