Home arrow News arrow "อลูเวีย"ยาเอดส์จ่อคิว ใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร สธ.ซื้อยาแขกยกลอต
"อลูเวีย"ยาเอดส์จ่อคิว ใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร สธ.ซื้อยาแขกยกลอต Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
จันทร์, 27 สิงหาคม 2007

       

 

 

        กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าอีกสเต็ป เตรียมนำเข้ายาต้านไวรัสเอดส์ หลังจากประกาศนำเข้า ยารักษาโรคหัวใจไปแล้ว ชี้ลดรายจ่ายรัฐได้เพียบ-ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยามากขึ้น ขณะที่เลขาธิการ อังค์ถัด "ศุภชัย พานิชภักดิ์" บอกเป็นกรณีที่น่าสนใจ

ผู้สื่อข่าว "ประชาชาติธุรกิจ" รายงานว่า หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ได้ตัดสินใจซื้อยาโคลพิโดเกร (clopidograe) ยารักษาโรคหัวใจจากประเทศอินเดีย ภายใต้มาตรการบังคับใช้สิทธิ์กับยาที่มีสิทธิบัตร (CL) เมื่อปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา และอยู่ระหว่างการดำเนินการขององค์การเภสัชกรรม (อภ.) ในการเตรียมการสั่งนำเข้าและขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

นายแพทย์วิฑิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการ องค์การเภสัชกรรม เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เบื้องต้น อภ.จะสั่งยานี้เข้ามาประมาณ 2 ล้านเม็ด ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเป็นปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลลดงบประมาณด้านการซื้อยาลงได้เป็นจำนวนมาก คือประมาณ 140 ล้านบาท และที่สำคัญคือ มาตรการนี้ก็จะเป็นการทำให้ผู้ป่วยหรือคนไทยที่ต้องใช้ยาตัวนี้สามารถเข้าถึงยาตัวนี้ได้ในต้นทุนที่ลดลงมาก คือจากเม็ดละ 70 บาท เหลือเพียงเม็ดละประมาณ 1 บาทเท่านั้น และคาดว่าคนไทยจะได้ใช้ยานี้ภายใน 1-2 เดือน

นอกจากยาที่จะนำเข้าจากประเทศอินเดียดังกล่าว ขณะนี้ สธ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการเตรียมการเพื่อจะนำยาต้านไวรัสเอดส์โลพินาเวียร์กับริโทนาเวียร์ (lopinavir/ritonavir) ชนิดเม็ด ชื่อการค้าอลูเวีย จากประเทศอินเดีย ทดแทนกรณีที่บริษัทแอ๊บบอต แลบอราตอรีส เจ้าของสิทธิบัตรไม่ยอมนำยามาขึ้นทะเบียนในไทย โดย สธ จะนำเข้ายาอลูเวีย ภายใน 1-2 เดือนนี้ ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการไปตรวจเยี่ยมโรงงงานผลิตมาแล้ว และตอนนี้อยู่ระหว่างการทำวิจัยทางคลินิก

ด้านแหล่งข่างจากวงการยากล่าวแสดงทรรศนะในเรื่องนี้ว่า เชื่อว่าบริษัท ซาโนฟี่-อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของสิทธิบัตรยาพลาวิกซ์ ยารักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง จะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้มาก โดยเฉพาะหลังจากที่ อภ.นำเข้ายามาจากอินเดีย

นายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า สำหรับขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยาสลายลิ่มเลือดหัวใจและสมองโคลพิโดเกร ขณะนี้อยู่ระหว่างการรอให้บริษัทผู้นำเข้า และองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ยื่นเอกสาร เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนการตรวจสอบความปลอดภัยและคุณภาพของยา หากส่งเอกสารครบเร็วก็จะสามารถอนุมัติการนำเข้ายาได้ภายใน 2 เดือน หรือเร็วกว่านั้น เพราะถือเป็นกรณีเร่งด่วน

ด้านนายแพทย์สงวน นิตยารัมพงษ์ เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า หลังจากเสร็จขั้นตอนการขึ้นทะเบียนยาโคลพิโดเกร จะสามารถจัดยาให้กับโรงพยาบาลในโครงการหลักประกันสุขภาพได้ทันที แต่ยาโคลพิโดเกร เป็นกรณีพิเศษที่แต่ละโรงพยาบาลจะเป็นผู้จัดการยาคงคลังเอง ไม่เหมือนกับยาต้านไวรัสเอดส์ ที่ สปสช.จะเป็นคนจัดส่งให้ทุกโรงพยาบาล เพราะฉะนั้น จะขึ้นอยู่กับยาคงคลังของแต่ละโรงพยาบาลว่าจะหมดเมื่อใด จึงจะสั่งยาราคาใหม่เข้าไปได้

ขณะที่นายศุภชัย พานิชภักดิ์ เลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา หรืออังค์ถัด และอดีตผู้อำนวยการการค้าโลก (WTO) ระบุว่า การประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิกับยาที่มีสิทธิบัตร (CL) โดยไทยนั้นเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก เพราะเมื่อตอนที่ตนทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) รู้ดีว่าข้อยืดหยุ่นในความตกลงทางการค้าว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา หรือทริปส์ เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ และก่อนหน้านี้มีหลายประเทศที่คิดอยากจะประกาศบังคับใช้สิทธิ์ แต่ยังไม่มีใครทำสักที จนกระทั่งประเทศไทยทำ จึงเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมาก

"เพียงแต่วิธีการนำข้อกำหนดนี้ไปใช้จะต้องทำให้ถูก ซึ่งเรื่องนี้กำลังเป็นสิ่งที่อังค์ถัดสนใจ และเห็นว่าวิธีที่ดีที่สุดคือการเจรจากับบริษัทเจ้าของสิทธิบัตร เพราะการเจรจาจะนำไปสู่การทำให้มีราคายาที่เหมาะสมมากขึ้น มีการร่วมงานกันระหว่างรัฐกับเอกชนเพิ่มขึ้น ดังนั้นเมื่อมีประเทศใดประเทศหนึ่งนำเรื่องนี้มาปฏิบัติใช้แล้ว ประเทศนั้นต้องรู้จักการเจรจาต่อรอง เช่น ขณะนี้อังค์ถัดมีโครงการที่เรียกว่าโกลบอลคอมแพ็กต์ ซึ่งจะทำเรื่องยาโดยให้มีบริษัทเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม"

ล่าสุดนางอรนุช โอสถานนท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวภายหลังการพบกับคณะกรรมการสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ (PreMa) เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ทางสมาคมขอทราบนโยบายการออกประกาศบังคับใช้สิทธิผลิตยาที่มีสิทธิบัตร (CL) ภายใต้ข้อตกลงด้านทรัพย์สินทางปัญญา (TRIPs) องค์การการค้าโลก (WTO) ซึ่งทางกระทรวงก็แจ้งให้ทราบว่า เรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงสาธารณสุข แต่ทางกระทรวงพาณิชย์ยินดีที่จะนำข้อกังวลของ PreMa ไปแจ้งให้กระทรวงสาธารณสุขรับทราบ และขอให้มีการดำเนินการประชุมคณะกรรมการร่วมระหว่างภาคเอกชนและรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการเข้าถึงยา เพื่อให้เกิดความเข้าใจกันมากขึ้น

"บทบาทของกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับการดูแลสิทธิบัตรซึ่งจะไม่เกี่ยวกับการออกประกาศบังคับใช้สิทธิ (CL) เพราะทางกระทรวงสาธารณสุขจะเป็นผู้ออกประกาศ CL ในยาที่มีความจำเป็นที่จะต้องช่วยเหลือประชาชนตามโครงการประกันสุขภาพไม่ใช่เชิงพาณิชย์ นอกจากนี้กระทรวงสาธารณสุขก็ยังสงวนที่จะประกาศใช้สิทธิ CL สำหรับยาที่จำเป็น แต่ก็จะดำเนินการอย่างระมัดระวังและสอดคล้องกับพันธกรณี TRIPs สำหรับความคืบหน้าขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทเจ้าของสิทธิบัตรยา 3 รายการที่ออกประกาศ CL ไปก่อนหน้านี้ ซึ่งจะมีการเจรจากันในเร็วๆ นี้"

นางอรนุชกล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้นายเกริกไกร

จีระแพทย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เองก็ได้มีหนังสือไปยังเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำประเทศไทย เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับการใช้นโยบาย CL ในประเด็นคล้ายกับที่เคยชี้แจงไปที่คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรป โดยยืนยันว่า ฝ่ายไทยดำเนินนโยบายสอดคล้องกับหลักการในความตกลง TRIPs และทาง กระทรวงสาธารณสุขกำลังอยู่ระหว่างการเจรจากับเจ้าของสิทธิบัตรอย

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ประชาชาติ วันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3926 (3126)

Last Updated ( จันทร์, 27 สิงหาคม 2007 )
< Previous   Next >