Home arrow News arrow พบไวรัสผสมโรงโรคประหลาดเวียดนาม หาม 19 นร.ส่งหมออีก
พบไวรัสผสมโรงโรคประหลาดเวียดนาม หาม 19 นร.ส่งหมออีก Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
เสาร์, 28 เมษายน 2012
ASTVผู้จัดการออนไลน์ -- กระทรวงสาธารณสุขเวียดนามประกาศพบไวรัสริคเก็ตเซีย (Ricketsia) ในผู้ป่วยด้วยโรคผิวหนังประหลาดในภาคกลาง และ เข้าใจว่าอาจจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการของโรคที่ไม่เคยพบมาก่อนในที่แห่งใด ซึ่งเข้าใจกันว่าสารเคมีลึกลับที่พบในท้องถิ่นที่มีการแพร่ระบาดอาจจะเป็นต้นเหตุ
ในขณะที่ยังไม่ทราบสาเหตุของการล้มป่วยด้วยโรคที่ทำให้หลายฝ่ายวิตกกังวลในขณะนี้ ทางการจังหวัดกว๋างหงาย (Quảng Ngãi) ได้พบนักเรียนหลายสิบคน ในพื้นที่อีกอำเภอหนึ่งมีอาการเป็นรอยถลอกตามมือและเท้า จนถึงวันอังคาร 24 เม.ย.ที่ผ่านมา ถูกนำส่งโรงพยาบาลไปแล้วถึง 19 ราย หนังสือพิมพ์ไซ่ง่อนหยายฝ็อง (Sài Gòn Giải Phóng) หรือ "ไซ่ง่อนปลดปล่อย" รายงาน

พญ.ฝ่ามห่มง์เฟือง (Phạm Hồng Phương) ผู้อำนวยการสำนักงานสาธารณสุขจึงหวัดกว๋างหงาย (Quang Ngai) กล่าวว่าการตรวจเลือดผู้ป่ายจำนวน 26 ราย มี 14 รายที่พบไวรัสริคเก็ตเซีย แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเป็นสาเหตุทำให้ป่วยเป็นโรค หรือ เป็นการติดเชื้อแทรกซ้อนในภายหลัง

แต่การตรวจพิสูจน์เลือดยังพบว่า เซลเม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยแต่ละคนมีลักษณะหดตัวลงและแตกสลายง่าย ซึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยรายหลายเสียชีวิตไปก่อนหน้านี้

ผู้ป่วยทั้งหมดที่พบไวรัสริคเก็ตเซียไปจาก คอมมูนบาเดียน (Ba Dien) อ.บาเตอ (Ba Tơ) ที่มีการแพร่ระบาดของโรคประหลาด สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกล่าว

คณะกรรมการสำนักงานเคมีแห่งชาติที่ลงไปเก็บตัวอย่างดินและน้ำในพื้นที่อำเภอดังกล่าวในช่วงสุดสัปดาห์กล่าวว่า การสัมผัสสารเคมีลึกลับชนิดหนึ่งอาจจะเป็นสาเหตุที่ให้ผู้คนล้มป่วยจำนวนมาก

จนถึงวันที่ 24 เม.ย.ที่ผ่านมาพบผู้ป่วยทั้งหมด 172 ราย ในนั้นมี 8 คนเสียชีวิตในคลินิกที่ไปรับการรักษา อีก 11 คน เสียชีวิตที่บ้าน โรคร้ายลึกลับนี้เริ่มต้นจากการเป็นผื่นคันตามมือและเท้า ก่อนจะลุกลามอักเสบดูเหมือนถูกน้ำร้อนลวก ล่างผลต่อตับกับอวัยวะภายในอีกบางส่วน สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกล่าว

ในขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญของคณะกรรมการเคมีแห่งชาติกำลังศึกษาว่า สภาพแวดล้อมมีส่วนทำให้เกิดโรคประหลาดดังกล่าวหรือไม่ และ ได้พบข้อมูลว่าเคยเกิดโรคแบบเดียวกันนี้กับราษฎรใน อ.บาเตอ จำนวนหนึ่งเมื่อ 5 ปี่ที่แล้ว หลังไปพบสารเคมีลึกลับที่ยังไม่ทราบชนิดและช่วยกันนำไปฝังดิน

ยังไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลใดๆ อีก เกี่ยวกับราษฎรที่สัมผัสสารเคมีและล้มป่วยเป็นชุดแรกและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดกล่าวก่อนหน้านี้ว่า โรคประหลาดยังคงจำกัดวงอยู่ในพื้นที่ที่พบสารเคมีลึกลับเท่านั้น ยังไม่มีทีท่าว่าจะแพร่ระบาดในวงกว้าง
.


หมอที่โรงพยาบาล จ.กว๋างหงาย ตรวจปากเด็กที่เริ่มมีอาการโรคผิวหนังประหลาดในภาพเดือน ม.ค.2555 ยังพบผู้ป่วยโรคเดียวกันนี้อยู่เรื่อยๆ ตัวเลขสัปดาห์นี้เพิ่มขึ้นเป็น 172 ราย มั้งหมดไปจากท้องที่อำเภอเดียวกัน.-- ภาพ: VietnamExpress.



ผู้ป่วยกลุ่มใหญ่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล จ.กว๋างหงาย ในเดือน ม.ค.2555 ทั้งหมดไปจากคอมมูนบาเดียน อ.บาเตอ แหล่งที่มีผู้พบสารเคมีลึกลับเมื่อ 5 ปีที่แล้ว และเริ่มล้มป่วยกัน จนถึงวันนี้มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 19 ราย.-- ภาพ: VietnamExpress.

.
กระทรวงสาธารณสุขในกรุงฮานอยได้ส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่อีกคณะหนึ่งในสัปดาห์นี้เพื่อตรวจพิสูจน์หาสาเหตุของโรคอีกครั้ง ไซ่ง่อนหยายฝ็องกล่าวเมื่อต้นสัปดาห์ เวียดนามได้ขอความช่วยเหลือไปยังองค์การอนามัยโลกกับรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อช่วยพิสูจน์หาสาเหตุที่ทำให้ผู้คนล้มป่วยและหาวิธีการการเยียวยารักษา และยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีก

ขณะเดียวกันนักเรียนจำนวนมากในท้องที่ อ.เซินห่า (Sơn Hà) ที่อยู่หางจาก อ.บาเตอ ขึ้นไปทางเหนือราว 40 กม. มีอาการผื่นคันตามมือ เท้าและใบหน้าโดยไม่ทราบสาเหตุ แพทย์สาธารณสุขอำเภอได้ลงไปตรวจถึงท้องที่และให้ยาผู้ป่วย หลังจากนักเรียนจำนวน 19 คนถูกนำส่งโรงพยาบาล

แพทย์กล่าวว่าปัจจุบันยังต้องรักษาตามอาการให้แก่นักเรียนหลายสิบคน โดยยังไม่ทราบสาเหตุของอาการป่วยประหลาดที่พบใหม่นี้ แต่ราษฎรในท้องถิ่นเชื่อว่าเกิดจากการสัมผัสสารเคมีลึกลับที่พบในพื้นที่อำเภอนี้เช่นกัน

อ.บาเตอ เป็นพื้นที่ป่าเขาเกือบทั้งหมด อยู่ติดกับจังหวัดกองตูท (Kon Tum) ในเขตที่ราบสูงตอนกล่าง ตามรายงานของสำนักข่าวเวียดนามเน็ตก่อนหน้านี้ กว๋างหงายและกงตูมเป็นอีกบริเวณหนึ่งที่สหรัฐฯ ใช้สารเคมีสีส้ม (Agent Orange) หรือ "ฝนเหลือง" เมื่อครั้งสงคราม

นอกจากจะใช้ "ฝนเหลือง" ในการกำจัดใบไม้ให้ร่วงหล่น มิให้กองกำลังฝ่ายเวียดนามเหนือใช้ป่าเป็นแหล่งหลบซ่อนแล้ว ยังมีรายงานการใช้ "สารสีน้ำเงิน" กำจัดต้นข้าวในนา เพื่อมิให้ฝ่ายนี้มีเสบียงอาหารเพื่อต่อสู้กับสหรัฐฯ อีกด้วย

อย่างไรก็ตามยังไม่มีรายงานรายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของสารเคมีลึกลับที่ราษฎรในอำเภอนี้พบเมื่อ 5 ปี และ เป็นเหตุทำให้ล้มป่วย.

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 26 เมษายน 2555 

< Previous   Next >