Home arrow News arrow เด็กก็ "ใหลตาย" ได้!
เด็กก็ "ใหลตาย" ได้! Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
เสาร์, 28 เมษายน 2012
 หากพูดถึง “โรคใหลตาย” เชื่อว่า ผู้ใหญ่หลายๆ คน คงคุ้นหูกันดี เพราะเป็นอีกหนึ่งโรคลึกลับที่คร่าชีวิตคนไทยมาร่วมร้อยปี และยังถูกเชื่อต่อๆ กัน ว่า เป็นฝีมือของผีแม่ม่ายที่มาเอาตัวไป เนื่องจากส่วนใหญ่ผู้ชายจะเสียชีวิตด้วยโรคนี้มากกว่าผู้หญิง ไม่แปลกที่เราจะเห็นชาวบ้านแถบอีสานนิยมทำหุ่นฟางขึ้นมา ซึ่งบางตัวอาจมีปลัดขิกอันใหญ่ เพื่อขู่ผีแม่ม่าย มิให้มารังควาน นอกจากนี้ พวกผู้ชายบางคนยังทาเล็บมือ ทาปาก นุ่งโสร่งนอน เพื่อหลอกผีว่าเป็นเพศหญิงกันด้วย
แต่ในความเป็นจริง การเสียชีวิตกะทันหันจากโรคใหลตายนั้น ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ ได้ค้นหาสาเหตุจนพบว่า เกิดจากการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะ ไม่เกี่ยวกับผีแม่ม่ายแต่อย่างใด และไม่เพียงแต่ผู้ใหญ่เท่านั้น ในเด็กก็สามารถพบโรคนี้ได้เช่นกัน

นพ.กุลวี เนตรมณี อายุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ในฐานะประธานสถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ แปซิฟิก ริม และ นพ.กัมปนาท วีรกุล อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ร่วมกันให้ข้อมูลว่า เด็กที่ตายจากโรคใหล หรือเสียชีวิตในเวลานอน เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ส่วนหัวใจเต้นผิดจังหวะก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่พบได้ แต่ไม่มาก ซึ่งในต่างประเทศจะพบมากกว่าในบ้านเรา หากไม่ได้รับการกู้ชีวิตที่มีประสิทธิภาพ เด็กอาจเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็วได้ ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า โรค Sudden Uxplained (Unexpected) Death Syndrome ตัวย่อ คือ โรคเอสยูดีเอส (SUDS)

ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดการเต้นผิดปกติของหัวใจนั้น ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ คือ พันธุกรรมชนิดถ่ายทอดได้ เพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่ มักมีประวัติคนในครอบครัวเคยเสียชีวิตด้วยโรคนี้มาก่อน สอดรับกับการศึกษาวิจัยล่าสุด พบว่า ร้อยละ 30 ของครอบครัวผู้ป่วยมีความผิดปกติในหน่วยของพันธุกรรมจริง ส่งผลให้การควบคุมประจุไฟฟ้าโซเดียมในระดับเซลล์ลดลง หรือไม่ทำงาน จึงเกิดการเต้นระริกของหัวใจขึ้นได้ นอกจากนั้น มักพบสารโปตัสเซียมในเลือดต่ำ (K+เป็นสารสำคัญ เกี่ยวกับการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ) ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการขาดสารอาหารบางอย่าง หรือการบริโภคอาหารไม่ครบทุกหมู่

“ครอบครัวใดที่มีประวัติเคยเป็นโรคใหลตายมาแล้วหลายต่อหลายคน โอกาสที่ลูกหลานจะเป็นโรคนี้ย่อมมีได้สูงมาก ส่วนในผู้ใหญ่ สาเหตุของโรคใหลตาย บางส่วนมีความเกี่ยวข้องกับสารเคมีในร่างกายเสียสมดุล เช่น ความเครียดทำให้ร่างกายหลั่งสารบางตัวออกมามากผิดปกติ นอกจากนี้ ยังพบด้วยว่า พฤติกรรมการรับประทานอาหารหมักดอง ปลาร้า ดื่มเหล้า เบียร์ สูบบุรี่ รวมทั้งน้ำปลา และทานข้าวเหนียวมากเกินไป มีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคใหลตายได้อย่างชัดเจน” นพ.กัมปนาท กล่าวเสริม

(ซ้ายไปขวา) นพ.กุลวี เนตรมณี อายุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญการรักษาภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ในฐานะประธานสถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ แปซิฟิก ริม และนพ.กัมปนาท วีรกุล อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ
เมื่อถามถึงแนวทางการรักษาในเด็ก นพ.กุลวี บอกว่า ยังมีอุปสรรคในเรื่องของการฝังเครื่องกระตุกหัวใจ (ICD) เพื่อใช้ไฟฟ้ากระตุกหัวใจให้กลับมาทำงานปกติเหมือนผู้ใหญ่ ต้องอาศัยการรับประทานยากระตุ้นหัวใจเป็นหลัก แต่ถ้ามีอาการอยู่ในระดับที่เสี่ยงต่อการเสียชีวิตกะทันหัน การจี้ทำลายจุดกำเนิดการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวในผู้ป่วย อาจเป็นทางเลือกใหม่ที่สามารถป้องกันการเสียชีวิตได้ ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงของการศึกษาระหว่างสถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ แปซิฟิก ริม โรงพยาบาลกรุงเทพ และโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิดวงตะวัน และมูลนิธิเวชดุสิตในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

“หากพบประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นโรคใหลตาย ประกอบกับเด็กมีอาการเป็นลม และชักบ่อยๆ โดยไม่ทราบสาเหตุ หรือจู่ๆ ก็เป็นลมหมดสติไป ควรให้นึกถึงโรคนี้ และพาลูกไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้ชัดเจน โดยเฉพาะการตรวจระบบสรีรวิทยาคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ อีพีเอส ซึ่งเป็นการตรวจเฉพาะ แต่ถ้าไม่เคยมีประวัติในครอบครัวเคยเป็นโรคดังกล่าว แต่มีอาการคล้ายๆ กัน เช่น เป็นลม ชัก และเกร็งอยู่บ่อยๆ ไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะโอกาสที่จะเป็นโรคนี้มีได้น้อย ทางที่ดีควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการเหล่านี้ต่อไป เนื่องจากเด็กอาจมีโรคอื่นๆ แทรกซ้อนอยู่ก็เป็นได้” อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพฝาก

สำหรับ โรคเอสไอดีเอส (SIDS) ซึ่งเป็นการเสียชีวิตขณะนอนหลับในเด็กทารกนั้น นพ.กุลวี ให้ความรู้เพิ่มเติมว่า เป็นอีกหนึ่งโรคในกลุ่มโรคที่เด็กเสียชีวิตกะทันหัน ไม่จำเป็นต้องเกิดจากหัวใจเต้นผิดจังหวะเสมอไป มักเกิดในเด็กช่วงอายุ 2-6 เดือน โดยทางการแพทย์เรียกโรคนี้ ว่า โรค Sudden Infant Death Syndrome หรือโรค SIDS ซึ่งเป็นโรคที่ทำให้เด็กตายอย่างฉับพลัน ซึ่งมีการศึกษาชิ้นหนึ่งอธิบายว่า ภาวะใหลตายในลักษณะนี้อาจเกิดขึ้นจากการที่ระบบควบคุมการหายใจของเด็กทารกทำงานผิดปกติ ทำให้ลูกหยุดหายใจนานผิดปกติ หรือบางครั้งอาจมีอะไรมาอุดตันทางเดินหายใจของลูก ทำให้ลูกหายใจไม่ออกและใหลตายในที่สุด

ทั้งนี้ ยังมีงานวิจัยจากประเทศนิวซีแลนด์พบด้วยว่า ถ้าพ่อแม่ปล่อยให้ลูกนอนคว่ำ โอกาสที่จะเป็นโรคใหลตายจะมีมากกว่าเด็กที่นอนหงาย เพราะท่านอนคว่ำสามารถทำให้เกิดการอุดตันของช่องทางเดินหายใจ ทำให้ลูกหายใจไม่สะดวก และเมื่อหายใจไม่สะดวกนานๆ จึงเกิดภาวะใหลตายขึ้นได้นั่นเอง

ดังนั้น ที่นอนของเด็กไม่ควรนุ่มเกินไป ไม่มีผ้าห่มสายผ้ารุงรัง หรือหมอนข้างช่วยจัดตำแหน่งเด็กขณะนอนหลับ (หมอนใบเล็กมีสองใบประกบซ้าย-ขวาของเด็กทารก ตรงกลางมีพื้นที่สำหรับให้เด็กนอน) เพราะมีรายงานจาก CPSC (the Consumer Product Safety Commission) ระบุว่า เด็กอเมริกันได้รับอันตรายจากการใช้หมอนข้างชนิดนี้แล้ว 12 คนนับตั้งแต่ปี 1997 โดยเกิดจากเด็กขยับตัวจากนอนตะแคงเป็นนอนคว่ำ แล้วหน้าไปซุกที่หมอนข้างจนขาดอากาศหายใจ และเสียชีวิตในที่สุด

นอกจากนั้น อุณหภูมิห้องต้องไม่ร้อนจัด คุณพ่อคุณแม่ หรือคนในครอบครัวควรงดบุหรี่ และเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วน ไม่เกิดภาวะขาดสารอาหารสำคัญอันอาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคใหลตาย อย่างไรก็ดี ยังมีงานวิจัยจากเมืองผู้ดีบอกเพิ่มเติมอีกด้วยว่า ถ้าพ่อแม่ปล่อยให้ลูกวัยต่ำกว่า 1 เดือนครึ่งนอนเตียงเดียวกัน แถมพ่อแม่ยังสูบบุหรี่จัด ดื่มหนัก ง่วงจัด หรือกินยาบางชนิดที่ทำให้หลับอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว อย่างนี้ลูกอาจอยู่ในภาวะอันตรายได้เช่นกัน

โรคใหลตาย เป็นเพียงหนึ่งโรคในกลุ่มโรคที่ผู้ป่วยเสียชีวิตกะทันหันจากหัวใจเต้นเร็วมากผิดปกติ ทำให้เกิดหัวใจวายและเสียชีวิตกะทันหัน ยังไม่มีวิธีป้องกันชัดเจน อาจป้องกันได้บางส่วน จากการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ครบทุกหมู่ งดเหล้า บุหรี่ ดื่มกาแฟแต่พอควร และเมื่อมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาทางวินิจฉัยและป้องกันโรค ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งโรคที่ทุกบ้านไม่ควรมองข้าม เพราะไม่เพียงแต่ผู้ใหญ่เท่านั้น ในเด็กก็สามารถพบได้
< Previous   Next >