Home arrow News arrow มะเร็งปากมดลูก ต้นเหตุคร่าชีวิตหญิงไทย สธ.ชง ครม.ไฟเขียววัคซีนป้องกัน
มะเร็งปากมดลูก ต้นเหตุคร่าชีวิตหญิงไทย สธ.ชง ครม.ไฟเขียววัคซีนป้องกัน Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อาทิตย์, 08 เมษายน 2012
มะเร็งปากมดลูก เป็นต้นเหตุการเสียชีวิตอันดับ 2 ของผู้หญิงไทยปีละกว่า 5,000 ราย ป่วยรายใหม่เพิ่มปีละ 10,000 ราย สธ. เตรียมเสนอฉีดวัคซีนป้องกัน เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อประกาศเป็นนโยบายใหม่ของชาติ ในการควบคุมป้องกันโรคระยะยาว เบื้องต้นใช้งบลงทุน 600 ล้านบาท โดยฉีดให้เด็กหญิงชั้นป. 6 ทุกคน คนละ 3 เข็ม มีผลป้องกันโรคมะเร็งชนิดนี้ได้ตลอดชีวิต มั่นใจเป็นการลงทุนคุ้มค่า เพราะถูกกว่าค่ารักษา 17 เท่าตัว คาดภายใน 5-10 ปี จำนวนผู้ป่วยจะลดลงร้อยละ70
วันนี้ (7 เม.ย.) นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ภายหลังตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ และโรงพยาบาลนครราชสีมาหรือโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาแห่งที่2 จังหวัดนครราชสีมา ว่า ขณะนี้มีความเป็นห่วงสุขภาพของหญิงไทย เนื่องจากในแต่ละปี มีผู้หญิงเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกประมาณ 5,216 ราย มากเป็นอันดับ 2 รองจากมะเร็งเต้านม ส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ60 พบในกลุ่มอายุ 15-59 ปี และพบผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่เพิ่มปีละประมาณ 10,000 ราย ในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ปัญหานี้ลดลงอย่างชัดเจน แต่ในประเทศที่กำลังพัฒนา ยังพบโรคนี้เป็นสาเหตุการป่วยและการเสียชีวิตที่สำคัญของผู้หญิง องค์การอนามัยโลกรายงานทั่วโลกมีผู้หญิงเสียชีวิตจากโรคมะเร็งปากมดลูกปีละ 275,000 ราย สาเหตุของมะเร็งชนิดนี้ ร้อยละ 80 เกิดมาจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่าเอชพีวี (HPV: Human Papilloma virus ) ที่ติดจากการมีเพศสัมพันธ์

ที่ผ่านมาอัตราการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกครอบคลุม ผู้หญิงที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปที่มีประมาณ 10 ล้านคนได้ร้อยละ 70 ทำให้การควบคุมป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกของไทย ยังได้ผลดีไม่เท่าที่ควร เนื่องจากส่วนหนึ่งเกิดจากประเพณีความเชื่อ และความเขินอายของผู้หญิง จึงไม่กล้าพบแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขมีแนวคิดจะนำวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวี (HPV: Human Papilloma vaccine ) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีใหม่ทางการแพทย์ นำมาฉีดป้องกันในเด็กหญิงไทยอายุ 12 ปีที่กำลังเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 (ป.6) และยังไม่มีเพศสัมพันธ์ ซึ่งทั่วประเทศมีปีละประมาณ 400,000 คน ฉีดคนละ 3 เข็ม จะป้องกันได้โรคมะเร็งปากมดลูกได้ตลอดชีวิต ซึ่งจะลดการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ และลดการเสียชีวิตในระยะยาวอย่างได้ผล ขณะนี้มีหลายประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่นอังกฤษ อเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปานามา รวมถึงประเทศมาเลเซียด้วย ได้บรรจุการฉีดวัคซีนดังกล่าวเป็นนโยบายวัคซีนแห่งชาติ และฉีดให้เด็กหญิงอายุ 12-13 ปีทุกคน พบว่าได้ผลดี ทำให้โรคลดลงอย่างชัดเจน

ภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ต
นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้ให้กรมอนามัยจัดทำโครงการดังกล่าว เบื้องต้นคาดว่าจะใช้งบประมาณ 600 ล้านบาท เฉลี่ยรายละ 1,500 บาท จะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเร็วๆนี้ เพื่อกำหนดเป็นนโยบายใหม่ของชาติ ซึ่งจะเป็นการพลิกโฉมระบบการประกันสุขภาพของประเทศไทย และเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ากว่า เพราะหากป่วยเป็นโรคมะเร็งปากมดลูก 1 ราย จะต้องใช้เวลารักษาติดต่อกัน 4-5 ปี ค่ารักษาประมาณ 1 ล้านบาทต่อราย โดยหากมีผู้ป่วย 10,000 ราย จะต้องใช้งบรักษามากถึง 10,000 ล้านบาท และบางรายอาจไม่ได้ผล เพราะรักษาเมื่อเซลล์มะเร็งลุกลามแล้ว แต่หากลงทุนโดยฉีดวัคซีนป้องกัน จะถูกกว่ากันถึง 17 เท่าตัว

ทั้งนี้ แนวคิดการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก6 องค์กรวิชาชีพทางการแพทย์ ได้แก่ ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมมะเร็งนรีเวชไทย สมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย และสมาคมอนามัยเจริญพันธุ์(ไทย) อย่างไรก็ตาม วัคซีนดังกล่าวขณะนี้ราคาประมาณเข็มละ 1,000 บาท แต่หากใช้ในปริมาณมาก ราคาน่าจะจะถูกลงเข็มละประมาณ 500 บาท

นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าวต่ออีกว่า อัตราการเกิดมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิงไทยจะพบมากที่สุดในอายุ 40-45 ปี หลังจากติดเชื้อไวรัสเอชพีวี จะใช้เวลาก่อโรคมะเร็งอย่างค่อยเป็นค่อยไปประมาณ 10-15 ปี และปัจจุบันนี้อายุการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของหญิงไทยน้อยลงเรื่อยๆ ความเสี่ยงการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จะสูง โดยวัคซีนที่จะนำมาฉีดป้องกันไวรัสมะเร็งปากมดลูกในไทยครั้งนี้จะป้องกันได้ 2 สายพันธุ์คือสายพันธุ์ที่ 16 และ 18 ซึ่งเป็นไวรัสที่พบเป็นต้นเหตุมะเร็งปากมดลูกหญิงไทยมากถึงร้อยละ 70 ของมะเร็งปากมดลูกที่พบทั้งหมด โดยในระยะแรกจะทำควบคู่กับการตรวจคัดกรองหามะเร็งปากมดลูกในกลุ่มหญิงอายุ 30 ปีขึ้นไปด้วยวิธีแปปสเมียร์ (Pap smear) และวีไอเอ ซึ่งยังมีความจำเป็น ทำให้ได้ผลคุ้มค่าขึ้น เพราะเป็นวิธีที่จะตรวจพบความผิดปกติได้รวดเร็วและให้การรักษาเร็วก่อนที่เซลล์มะเร็งจะลุกลาม โอกาสหายขาดจะมีสูงขึ้น มั่นใจว่าภายใน 5-10 ปีข้างหน้า เราจะสามารถลดปัญหาโรคมะเร็งปากมดลูกได้ร้อยละ70 นายแพทย์สุรวิทย์ กล่าว

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 7 เมษายน 2555 
< Previous   Next >