Home arrow News arrow เสริมปัญญาถูกที่ รักลูกให้ถูกทาง
เสริมปัญญาถูกที่ รักลูกให้ถูกทาง Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 22 มีนาคม 2012

      ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย www.cueid.org เป็นศาสตราจารย์หมาดๆ อายุ 35 ปี...เป็นข้าราชการซี 11 ตอนอายุ 42 ปี

และ...หลังจากที่ได้รางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นในปี 2547 มีคนถามทั้งส่วนตัวและขณะที่ร่วมสัมมนาอภิปรายทางวิชาการ ทางการศึกษา เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และสังคม ว่า...ต้องการให้ประเทศเป็นอย่างไร?

“ผมตอบเหมือนกันทุกครั้ง กระทั่งจนถึงวันนี้...ประเทศไทย

เร่งแต่สร้างหัวขบวนรถไฟอย่างเดียวไม่ได้ ทั้งนี้ จะมีขบวนหลังๆ รวมทั้งคนที่ขึ้นรถไฟไม่ทันอีกมากมาย...”

หมายความว่า การสร้างนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิชาการเป็นหมื่น เป็นแสนในโครงการต่างๆ แทบไม่มีความสำคัญ ถ้าปราศจากรากฐานที่ดีตั้งแต่วัยก่อนประถม มัธยมศึกษา และในชั้นมหาวิทยาลัย

“เรามุ่งแต่หาช้างเผือก พยายามเฟ้นฟูมฟักดาวดวงเด่น ปั้นเดือนให้เป็นดาว และในที่สุดก็เห็นแจ้งประจักษ์จริง ว่าแม้แต่เดือนก็หายากขึ้นเรื่อยๆ...มีแต่ดาวอุกกาบาต”

คุณหมอธีระวัฒน์ ย้ำว่า หัวใจของการศึกษา ต้องการความเพียบพร้อมทุกอย่าง ทั้งวิธีการสอน เนื้อหาที่สมบูรณ์ ถูกต้อง ทันสมัย และสอนให้รู้จักคิดเป็น และประยุกต์ใช้ และพร้อมที่จะหาความรู้ได้ด้วยตัวเอง

“ความแตกต่างที่เห็นได้จากที่ประสบเอง...สมัยที่เป็นอาจารย์ใหม่ๆมีเด็กนักเรียนอเมริกันมาอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ คราวละ 1-2 เดือน เด็กเหล่านี้ถูกดูถูกว่าทำอะไรไม่ค่อยเป็น เพราะทักษะในการทำหัตถการที่ต้องทำต่อคนไข้ไม่มาก แต่แท้ที่จริงเด็กพวกนี้ถูกหัดให้เป็นขั้นเป็นตอน และต้องหาเหตุผลที่จะปฏิบัติในขั้นตอนต่างๆ”

นับตั้งแต่การสอดสายยางให้อาหารทางกระเพาะโดยผ่านทางจมูก การเจาะน้ำไขสันหลัง ไม่ใช่ว่าดีใจเจาะเป็นแล้ว แต่ต้องรู้ถึงว่าทำไมต้องเจาะ เจาะเพื่ออะไร มีข้อห้ามหรือไม่ และผลแทรกซ้อนในการเจาะ น้ำไขสันหลังที่ได้ด้วยความยากลำบากเพราะผู้ป่วยต้องเจ็บตัวด้วย จะเอาไปทำอะไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ตัวอย่างเล็กๆน้อยๆนี้ ชี้ให้เห็นว่าระบบการเรียนของเราเป็นชนิดสำเร็จรูป เรียนเพื่อเอาไปใช้ได้เลย จนน่าเป็นห่วง...รวมทั้งความคิดของเกจิอาจารย์ทั้งหลายที่คิดว่าการเรียนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ การปรับตัวเข้ากับมนุษย์ด้วยกันทางด้านสังคม ความสนใจในความรู้รอบตัว ไม่ใช่เรื่องสำคัญ...

“โรค ก. ต้องรักษาด้วยยา ข. ถ้าไม่หายก็ไปต่อที่ ค. โดยที่คนไข้แต่ละคนเป็นมนุษย์ไม่ใช่รถยนต์ โรคอย่างเดียวกัน อาการแตกต่างได้ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองของร่างกาย ระยะการดำเนินโรค และอื่นๆอีกมากมาย” คุณหมอธีระวัฒน์ ว่า “การส่งเสริมให้ท้าย...ละเลย...โดยขาดฐานที่แน่น ส่งผลถึงระบบที่เห็นในปัจจุบัน”

หนำซ้ำยังถูกซ้ำเติมด้วยการที่นักวิชาการสายวิทยาศาสตร์ ไม่ยอมรับสายสังคมศาสตร์ แต่อาจลืมว่ายังเป็นมนุษย์ ต้องสามารถสื่อสารและต้องเข้าใจถึงปัญหาของมนุษย์ให้ได้ก่อน ถึงจะทำการวิจัยเพื่อหาทางแก้ไข

เล่ามาถึงตรงนี้ เพื่อสะท้อนว่าการสร้างมนุษย์ให้เป็นคนและยังมีความเป็นมนุษย์นั้นแสนยาก

น่าจะเกือบสิบปี...หลายคนอาจจะเคยฟังประโยคที่กล่าวว่า... “เราต้องติดอาวุธทางปัญญาให้คนไทย” เริ่มตั้งแต่เด็ก...การติดอาวุธนี้ไม่ใช่ เพื่อความก้าวร้าว นำความรู้ไปทำร้าย เอาเปรียบ หาประโยชน์ส่วนตน แต่เพื่อปกป้องตัวเอง สังคม คนไทยด้วยกัน และประเทศให้รอดพ้นจากการถูกเอาเปรียบ

โดยเฉพาะการเอาเปรียบจากต่างประเทศ...ซึ่งต่างคอยฉกฉวยหาประโยชน์จากผู้โง่เขลากว่าตน การรู้ความเป็นไปทางวิทยาศาสตร์ของโลก ทำให้สามารถเลือกใช้เทคโนโลยีหรือแม้แต่กระบวนการวิทยาศาสตร์ สุขภาพอย่างเหมาะสม ไม่โง่ตามการรักษาชีวโมเลกุล ถูกหลอกเอาเงินเป็นแสน ไปเปลี่ยนเลือด เปลี่ยนเซลล์หมดเป็นล้าน

“เหล่านี้คือความเซ่อของคน ความเขลาของนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการไทยที่ตามไม่ทัน วิทยามายา...ไสยศาสตร์ รวมทั้งความเห็นแก่ตัวไม่คิดจะปกป้องคนไทยด้วยกัน และเลยไปถึงหน่วยราชการที่มีหน้าที่โดยตรงในการปกป้องคุ้มครองประชาชน ที่ปล่อยให้มีการโฆษณาโจ๋งครึ่ม...”

เกิดอะไรขึ้นกับอนาคตของชาติ? ไม่เฉพาะการศึกษาเท่านั้นที่ตกต่ำ ยังนับรวมไปถึงการปลูกฝังพฤติกรรมในการตอบสนองทางสังคม และการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นอย่างชาญฉลาดที่ยังมีความเข้าใจผิด

นายแพทย์พงษ์ศักดิ์ น้อยพยัคฆ์ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรม ประจำคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช บอกว่า หากต้องการสร้างสังคมที่ดีกว่า เราจำเป็นต้องปลูกความฉลาดทางสังคม (Social Intelligence) หรือ S.I. ให้กับเด็ก

เก็บตกความรู้จากงาน รักลูกเฟสติวัล ปีที่ 13 ที่ อิมแพค เมืองทองธานี ภายใต้แนวคิด “S.I. Project : ปฏิบัติการสร้างเด็ก...สร้างชาติ” ระหว่างวันที่ 16-18 มีนาคม ที่ผ่านมา คุณหมอพงษ์ศักดิ์ แนะว่า วิธีง่ายๆ เริ่มจาก “ให้ความชื่นชม” ทั้งต่อหน้า...ลับหลัง จะกระตุ้นเด็กให้อยากปรับตัว ปรับบุคลิกภาพ เพราะเด็กจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รักเป็นที่ต้องการของพ่อแม่ จึงอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่จุดที่คุณพ่อ คุณแม่ต้องการได้

ถัดมา...“ยิ้มไว้ก่อน พ่อสอนไว้” พยายามสอนให้เขารู้จักยิ้มทักทายคนแปลกหน้าก่อน เพื่อมิตรภาพใหม่ๆ...“นึกถึงใจเขา ใจเรา” พยายามสอนให้เด็กรู้จักเห็นใจผู้อื่นอยู่เสมอ สอนลูกว่าลูกไม่ชอบให้คนอื่นทำกับเขาอย่างไร คนอื่นก็ไม่อยากให้ลูกทำกับเขาอย่างนั้นเช่นกัน

ข้อที่สี่...“พาไปเจอคนเยอะๆ” เพื่อทักษะทางสังคมของเด็กจะดีได้มากขึ้นเรื่อยๆ ถ้าเขาได้มีโอกาสพบปะสมาคมกับคนอื่นบ่อยๆ ข้อสุดท้าย...“ให้เข้าร่วมกิจกรรม” ถ้าลูกเก็บตัวจนไม่มีเพื่อนสนิทเลย

คุณพ่อ คุณแม่คงต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ หมั่นพาลูกไปร่วมกิจกรรมกับเด็กอื่นบ้าง อาจจะเป็นลูกของเพื่อนหรือลูกของพี่ป้าน้าอา หรือเชิญชวนเพื่อนร่วมชั้นมางานวันเกิดของลูก จะช่วยลูกให้ค่อยๆ ทำความรู้จักและทำความคุ้นเคยจนเป็นเพื่อนกัน

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องเดียวกันกับคุณภาพการศึกษาไทย... ความฉลาดทางสังคมต้องค่อยๆดำเนินและพัฒนาขึ้น ต้องเป็นการเลี้ยงลูกให้อยู่ในทางสายกลาง ไม่เร่งให้โต หรือคาดหวังในตัวลูกมากเกินไป

“การคาดหวังในตัวลูกมากเกินไป อาจกลายเป็นการเคี่ยวเข็ญ...นำไปสู่พฤติกรรมการเลี้ยงแบบเร่งรีบ กดดันเด็กมาก ทำให้กลายเป็นเด็กก้าวร้าว ไม่เกรงใจผู้ใหญ่ ระยะยาวจะมีปัญหาพฤติกรรม มีปัญหาทางอารมณ์ บางรายอาจเกิดความเครียดโดยไม่รู้ตัว ที่สุดก็นำไปสู่การขัดแย้ง ไม่ส่งผลดีกับเด็ก...และทุกคนในครอบครัว”

อยากเห็นลูกเก่ง และต้องเก่งทุกแขนงวิชาการ แต่ละเลยแง่มุมของ “ความดี”...ภาพเด็กอนุบาลต้องเดินเข้าห้องติวหลังเลิกเรียน วันหยุดเสาร์...อาทิตย์ ที่เห็นมากขึ้น พ่อแม่อาจเชื่อว่านี่คือโอกาสของลูก

คุณหมอพงษ์ศักดิ์ ฝากว่า การที่เด็กคนหนึ่งจะเติบโตมาเป็นเด็กฉลาด พร้อมที่จะช่วยพัฒนาสังคมให้ดีได้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่แวดล้อมตัวเขา โดยมีพ่อ แม่ เป็นเบ้าหลอมที่สำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างต้นทุนความฉลาดทางสังคม

ค่านิยมที่ผิดเพี้ยนจึงเป็นมุมตรงข้าม...ไม่เพียงปิดกั้นความสุข ความสนุกตามวัยของลูก ยังทำลายความสามารถในการตอบสนองทางสังคมของเด็กๆ เพื่อสังคมที่ดีกว่าในวันข้างหน้า.

ไทยรัฐออนไลน์
โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
19 มีนาคม 2555, 05:00 น.

< Previous   Next >