Home arrow News arrow เตือนภัยหน้าร้อน 10 โรคสุดอันตราย แนะ 10 บทบัญญัติขจัดร้อน
เตือนภัยหน้าร้อน 10 โรคสุดอันตราย แนะ 10 บทบัญญัติขจัดร้อน Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
จันทร์, 12 มีนาคม 2012
เตือนประชาชนรับมือภัยร้อนที่มาเร็ว อาจส่งผลต่อการเจ็บป่วย ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติแนะวิธีรับมือโรคไม่พึงประสงค์จากสภาพอากาศที่แปรปรวน

นพ.กฤษดา ศิราพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า ปีนี้ฤดูร้อนมาเร็วกว่าปกติและสภาพอากาศร้อนจัด อาจทำให้คนเมืองร้อนมีปัญหาโรคภัยไข้เจ็บดังต่อไปนี้คือ โรคช็อกแดด (Heatstroke) ป่วยด้วยความร้อนที่ขึ้นสูงจัด สมองทนไม่ไหว ความดันตกถึงขั้นชักได้ คนที่ไวต่อช็อกแดด คือ เด็ก, ผู้สูงวัย และคนที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว แต่บางทีในนักกีฬาก็เกิดได้รวมถึงคนที่ขาดน้ำ 2. โรคขาดน้ำ ทำให้ร่างกายเพลียไวต่อความเครียดและเหนื่อยล้า การขาดน้ำทำให้เกิดโรคปวดหัวแบบไมเกรน ปวดท้องประจำเดือน สิวขึ้น หน้าแห้ง ไร้เรี่ยวแรงและไข้ขึ้นได้ง่าย แค่กินน้ำไม่พอก็จะนำอีกหลายโรคตามมา 3. โรคพิษจากน้ำ น้ำในหน้าร้อนไม่น่าไว้ใจนักไม่ว่าจะน้ำดื่มหรือน้ำเป็นตัวอย่างน้ำแข็ง ไอศกรีม กินมากนอกจากปวดหัวได้แล้วยังทำให้ปวดท้อง ป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร การเกิดพิษจากน้ำในหน้าร้อนมาจากการปนเปื้อนของน้ำเช่น แช่น้ำแข็งร่วมตู้กับของสดหรือตู้ไอศกรีมที่เปิดปิดไม่เป็นเวลา

4. โรคเก่ากำเริบ ท่านที่มีโรคความดันสูง,เบาหวานหรืออาการปวดมึนศีรษะง่ายอยู่แล้วหน้าร้อนจะกระตุ้นให้เสี่ยงป่วยมากขึ้น โรคที่ต้องเฝ้าระวังเหล่านี้จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นยามอยู่ในที่ร้อนจัดแล้วมีความเครียดเช่นประชุมงานกันแล้วเดินตากแดดไปกินข้าวจะทำให้โรคเก่ามาถามหาได้ 5. โรคร้อนลงผิว (Heat rash,Prickly heat) ผดผื่นคันผิวจะเปลี่ยนจากเรื่องสิวเล็กน้อย กลายเป็นอาการคัน ห้ามโรยแป้งลงบนผื่นถ้าไม่แน่ใจเพราะอาจทำให้เป็นผื่นมากขึ้น ขอให้ระวังน้ำอุ่นไว้ด้วย 6. โรคเบื่ออาหาร ควรงดของมัน,อาหารทอดและของที่เข้ากะทิ ซึ่งหน้านี้มีเยอะอย่างข้าวเหนียวมะม่วง ทุเรียน ลอดช่องน้ำกะทิ ท่านอาจเลือกกินเป็นเฉาก๊วย น้ำรากบัว หล่อฮั้งก้วย เก๊กฮวยหรือแตงไทยเย็นๆ จะดีกว่า 7. โรคหวัดฟุดฟิด ส่วนมากจะมาจากการเครื่องปรับอากาศ ร่างกายปรับไม่ทันก็ป่วย กลายเป็นไข้หวัด ทางที่ดีควรจัดให้มีเวลาพักแอร์หรือปรับอุณหภูมิให้ไม่เย็นจัดเกินไป

นพ.กฤษดาแนะนำถึงบทบัญญัติขจัดร้อนไว้ 10 ข้อ คือ 1. ควรดื่มให้พอ น้ำเปล่าดีที่สุดขอให้ดื่มไว้เรื่อยๆ มีเทคนิคคือตั้งขวดน้ำไว้หน้าโต๊ะทำงานแล้วปฏิญาณว่าวันนี้จะดื่มให้หมดขวด ในท่านที่ชอบออกกำลังฤดูนี้ต้องยั้งพลังไว้บ้างแล้วดื่มน้ำให้มากก่อนลงสนาม 2. รอเข้าวิน ขออย่าเพิ่งเข้าห้องปรับอากาศทุกครั้ง ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็ให้หาเสื้อไว้เปลี่ยน เผื่อถ้าเดินชื้นเหงื่อมาแล้วต้องเข้าออฟฟิศทำงานเลยจะทำให้ร่างกายเย็นจนเป็นหวัดไม่สบายได้ 3. กินให้น้อย การกินอยู่พอสัณฐานประมาณเป็นข้อพึงปฏิบัติอยู่ทุกฤดู โดยเฉพาะหน้าร้อนนี้ขออย่าให้กินอิ่มเกินไปเพราะทำให้อาหารไม่ย่อยและป่วยไข้ได้ ความร้อนทำให้อาหารบูดเสียเร็วไม่เว้นแม้ในกระเพาะลำไส้ 4.ค่อยๆ ออก หมายถึงออกกำลังกายให้เพลาลงบ้างในฤดูนี้ มีหลายท่านที่ “ช็อกแดด” ในหน้าร้อนจนช็อคในฟิตเนสกันมาแล้ว การหาเอ็กเซอร์ไซส์เบาๆให้เหมาะกับตัวเราคือไม่เหนื่อยเกินไป ไม่ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำมาก ลดแอโรบิกลง คงไว้แต่ไดนามิกเบาๆ อย่างซิตอัพก็ได้ 5. บอกถ้าป่วย หากท่านมีโรคประจำตัวอยู่ขอให้คอยระวังไว้เวลาเหนื่อยแล้วต้องเพลาลงบ้าง เพราะโรคร้ายอย่างสโตรก อัมพฤกษ์ อัมพาต กับโรคหัวใจจะมาถามหาเวลาร้อนจัดจนเลือดแทบเดือดอย่างนี้ หากท่านมีโรคประจำตัวที่ว่าการหารือกับคุณหมอไว้ก่อนให้ปรับยาก็จะดี

6. ช่วยนอนเร็ว การนอนช่วยดับร้อนได้ส่วนหนึ่งคือช่วยให้ร่างกายได้พักผ่อนซ่อมแซมตัวเองหลังจากผจญไอร้อนมาทั้งวัน ความร้อนทำให้ท่านเสียน้ำ หัวใจเต้นเร็วและเสียเกลือแร่ในร่างกาย ตัวเราจะใช้เวลานอนนั้นจะทำให้ตื่นมามีแรง 7. เจลลดไข้ ใช้ได้ในเด็กที่ใกล้จะช้อคแดดหรือดูดซึมลงจากอากาศร้อนเพราะช่วยลดได้ทันใจไม่อันตราย ดีกว่าจับอาบราดน้ำเย็น 8. ไม่กินหวาน อันหน้าร้อนมีผลทำให้อุณหภูมิกายสูงอยู่แล้ว การเร่งให้ร่างกายต้องเผาผลาญอาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาลอีกจะทำให้ เกิดอาการป่วยได้ เพราะในของหวานมีน้ำตาลที่ทำให้เกิดกระบวนการ “ไกลเคชัน (Glycation process)” อันทำให้เกิดเสื่อมอักเสบขึ้น 9.อาหารเย็น เป็นเครื่องดับร้อนที่ดี อาหารที่เหมาะสมคือ แกงส้ม ข้าวแช่ แตงไทยน้ำกะทิ น้ำมะตูม หรือแบบเทศก็มีเฉาก๊วย, สมูทตี้แตงโม, เก๊กฮวยเย็น, ต้มมะระ ฯลฯ หาของเย็นมาดับร้อนเป็นวิธีที่ปลอดภัยและดีต่อสุขภาพ 10. เน้นธรรมชาติ คนไทยรุ่นใหม่ใช้แอร์เป็นเครื่องดับร้อนจึงทำให้ยิ่ง “ร้อนใน” เพราะแอร์เป็นอากาศแห้งและเย็นทำให้เกิดอักเสบทางเดินหายใจง่าย ที่ไหนมีแอร์ที่นั่นมีสิทธิ์ป่วย

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 มีนาคม 2555 

< Previous   Next >