|
รายงานพิเศษ : โรคปอดบวม คร่าชีวิตเด็กทั่วโลกสูงกว่าโรคเอดส์และมาลาเรีย |
|
|
|
Post by Administrator
|
|
อังคาร, 21 สิงหาคม 2007 |
|
นายกสมาคมกุมารแพทย์ โรคติดเชื้อในเด็กแห่งโลก ชี้โรคปอดบวมคร่าชีวิตเด็ก 2 ล้านคนสูงกว่าโรคเอดส์และมาลาเรีย ขณะที่เด็กไทยก็เผชิญกับโรคนี้ แต่ไม่มีรายงานตัวเลขที่ชัดเจน เพราะการเพาะเชื้อในปอด เพื่อตรวจหาเชื้อยังทำได้ยาก
ข้อมูลขององค์การยูนิเซฟ ปี 2549 ระบุว่า โรคปอดบวมเป็นโรคที่ทำให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบเสียชีวิตในปีหนึ่งๆ มีจำนวนมากกว่า 2,000,000 คนต่อปี สูงกว่าโรคร้ายอย่างโรคเอดส์และไข้มาลาเรีย โดยจำนวนนี้มีมากกว่า 400,000 ราย หรือ 1 ใน 5 เสียชีวิตจากภาวะปอดบวม ซึ่งศ.นพ.รอน ดาแกน นายกสมาคมกุมารแพทย์โรคติดเชื้อในเด็กแห่งโลก เปิดเผยว่า สาเหตุดังกล่าวเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส จะพบมากในแถบแอฟริกาและเอเชีย ดังนั้นทุกองค์กรทั่วโลก จึงต้องร่วมมือกันลดอัตราการเสียชีวิตของเด็กทั่วโลก ที่กำลังย่างเข้าสู่วัยเรียนนี้ โดยเชื้อโรคดังกล่าว จะอยู่ในโพรงจมูกและลำคอของเด็กและผู้ใหญ่โดยทั่วไป แต่พบมากในเด็กเล็กถึงร้อยละ 65 ส่วนมากจะไม่แสดงอาการ เมื่อภูมิคุ้มกันต่ำ เชื้อนี้จะรุกเข้าสู่ร่างกายและอวัยวะต่างๆ อาจรุนแรงลุกลามเข้าไปในปอด ทำให้เป็นปอดบวมและยังเป็นสาเหตุของกลุ่มโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสชนิดรุนแรงหรือที่เรียกว่า โรคไอพีดี ทำให้ติดเชื้อขั้นรุนแรงในกระแสเลือดและสมอง ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ส่งผลกระสบโดยตรงต่อพัฒนาการของเด็ก และอาจทำให้เด็กเป็นปัญหาอ่อนหรือถึงขั้นเสียชีวิตได้ องค์การอนามัยโลก จึงพยายามจะผลักดันให้ทารกทั่วโลกได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไอพีดีกับทุกคน ด้าน ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถิติการเสียชีวิตของเด็กเล็กในไทยอันดับหนึ่งมาจากความผิดปกติของอวัยวะที่มีความสำคัญตั้งแต่แรกเกิด รองลงมาคือโรคอุจจาระร่วง ส่วนโรคปอดบวมก็เป็นปัญหาที่มีเพิ่มมากขึ้นในระยะหลัง รวมถึงเป็นปอดบวมจากโรคไอพีดีก็พบในเด็กไทยเช่นกัน แต่ยังไม่มีรายงานตัวเลขที่ชัดเจน เพราะการเพาะเชื้อในปอดเพื่อตรวจหาเชื้อนั้นยังทำได้ยาก ประกอบกับโรคไอพีดีจะมีอาการเป็นไข้คล้ายกับโรคติดเชื้อทั่วไป ปัจจุบันโรคไอพีดีจะสามารถรักษาด้วยยาปฎิชีวนะร่วมกับวิธีทางการแพทย์อื่นๆ ได้ แต่ปัญหาคือการที่เชื้อดื้อต่อยาปฏิชีวนะ ต้องให้ยาขนาดสูงเป็นเวลานานเสียค่าใช้จ่ายมาก หากรับการรักษาช้า อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาจนถึงเสียชีวิตหรือพิการได้ ที่มา สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ 21 สิงหาคม 2550 |
|
Last Updated ( อังคาร, 21 สิงหาคม 2007 )
|