Home arrow News arrow เข้าห้องน้ำวันนี้ คุณปิดฝาชักโครกหรือยัง
เข้าห้องน้ำวันนี้ คุณปิดฝาชักโครกหรือยัง Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 10 มกราคม 2012
       "ห้องน้ำ" อีกหนึ่งห้องสำคัญของบ้านที่ใครหลายคนพยายามรักษาความสะอาดอย่างสุดชีวิตด้วยการล้างทำความสะอาดอย่างดี บ้างขัดถูทุกวัน หรือทุกสัปดาห์ แต่สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจละเลยไปก็คือ วิธีการใช้ห้องน้ำของเรา ๆ ท่าน ๆ ที่อาจนำพาเชื้อโรคมาสู่ร่างกายของตัวเองและคนที่คุณรักได้อย่างง่ายดาย จนแทบจะลืมความเหนื่อยยากของการขัดห้องน้ำไปเลย

    นักวิจัยจาก Leeds Teaching Hospitals ในอังกฤษคือผู้ที่จุดประเด็นเรื่องนี้ขึ้นมา เมื่อพวกเขาพบเชื้อ "C. difficile" เชื้อโรคร้ายที่ก่อให้เกิดโรคท้องร่วง และอาจนำไปสู่การอักเสบในลำไส้ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตของมนุษย์เราอยู่รอบ ๆ ฝาชักโครกในระยะ 10 นิ้วในห้องน้ำของโรงพยาบาลหลังการกดชักโครกโดยไม่ได้ปิดฝาครอบ

ทั้งนี้ ในรายงานการศึกษาระบุว่า เชื้อ C. difficile จำนวนมากที่สุดที่เคยถูกพบคือ ในละอองอากาศหลังจากผู้ใช้ห้องน้ำทำการกดชักโครก และจากนั้นมันจะลดลง 8 เท่าใน 60 นาที และลดลงไปอีก 3 เท่าใน 90 นาที ซึ่งห้องน้ำสาธารณะที่ไม่มีฝาชักโครกคือจุดที่เสี่ยงที่สุดที่จะทำให้เกิดการแพร่เชื้อ C. difficile ออกสู่สิ่งแวดล้อมภายนอก

"ในห้องน้ำสาธารณะส่วนใหญ่ที่เราไป ยกเว้นห้องน้ำสาธารณะบางแห่ง มักมีฝาครอบชักโครก แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ปิดฝาครอบลงมาเมื่อตอนกดน้ำ ซึ่งการปิดฝาครอบชักโครกนั้นสามารถช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคลงได้มาก" ดร.William Schaffner ผู้อำนวยการ preventive medicine แห่ง Vanderbilt University Medical Center กล่าว

นอกจากนั้น ในปี 2004 รายการ Myth Buster ได้เคยสำรวจพบว่า การใช้สุขภัณฑ์แบบที่ไม่มีฝาครอบนั้นสามารถนำพาสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ในโถส้วมให้กระเด็นออกมาในรูปของละอองฝอยมาเกาะติดส่วนอื่น ๆ ในห้องน้ำได้ รวมถึงอุปกรณ์ส่วนตัวอย่าง "แปรงสีฟัน" ซึ่งนั่นส่งผลต่อสุขภาพของเรา ๆ ท่าน ๆ อย่างมากมาย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเกิดโรคท้องเดินในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมานี้ มีความรุนแรงมากขึ้น และจำนวนผู้ติดเชื้อก็เพิ่มมากขึ้น ซึ่งมันอาจลดลงได้ หากผู้ใช้ห้องน้ำปิดฝาครอบโถชักโครก ก่อนจะกดน้ำมาชำระสิ่งปฏิกูลกันให้มากขึ้น รวมถึงล้างมือหลังจากเข้าห้องน้ำแล้วด้วย

สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเพิ่มเติม บทความวิจัยดังกล่าวจะตีพิมพ์ลงใน the Journal of Hospital Infection เดือนมกราคมนี้ค่ะ

เรียบเรียงจากเอบีซีนิวส์

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 9 มกราคม 2555 

< Previous   Next >