Home arrow News arrow อย่านิ่งนอนใจ..เมื่อลูกน้อยมีไข้ขึ้นสูง!
อย่านิ่งนอนใจ..เมื่อลูกน้อยมีไข้ขึ้นสูง! Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
จันทร์, 01 สิงหาคม 2011
       อุปนายกเภสัชกรโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ออกโรงเตือนคุณพ่อคุณแม่อย่านิ่งนอนใจเมื่อลูกมีไข้สูง เพราะอาจส่งผลให้เกิดโรคชัก และลดไอคิวเด็กได้ ยิ่งในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก พ่อแม่ควรใส่ใจ และรู้จักใช้ยาลดไข้อย่างถูกวิธี
ภญ.รศ.ดร.บุษบา จินดาวิจักษณ์ อุปนายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย จึงเป็นสาเหตุทำให้เด็กเล็กเจ็บป่วยได้ง่าย เช่น เป็นหวัด ท้องเสียจากการติดเชื้อ เป็นต้น ซึ่งหากเด็กมีไข้คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรจะปล่อยให้เด็กมีไข้สูงติดต่อกันนาน เพราะอาจส่งผลให้ชักได้ เนื่องจากสมองของเด็กไวต่อการกระตุ้นจากไข้ โดยมากจะอาการชักพบในเด็กอายุระหว่าง 6 เดือน-5 ปี ส่วนใหญ่จะเกิดการชักเมื่อมีไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส
       
       "เมื่อพบว่าเด็กเกิดอาการชักครั้งหนึ่งแล้ว จะมีโอกาสชักครั้งต่อไปได้อีกถ้ามีไข้สูง โดยพบได้ประมาณ 20-40 % ในเด็กเล็กที่เคยชัก ซึ่งหากเด็กมีอาการชักเกร็ง 1-2 นาที จะไม่อันตรายร้ายแรง และไม่มีผลต่อสติปัญญา แต่หากเด็กชักนานเกิน 15 นาที ชักบ่อย ๆ หรือหลังจากที่ชักแล้วเด็กมีอาการซึม แขนขาอ่อนแรง หรือชักในขณะไม่มีไข้ ถือเป็นสัญญาณอันตราย อาจเกิดความเสียหายต่อสมอง ทำให้เด็กมีไอคิวต่ำ หรือทำให้สมองเสื่อม หรือปัญญาอ่อนได้" อุปนายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) กล่าว
       
       สำหรับเด็กมีไข้คุณพ่อคุณแม่ควรช่วยลดไข้เด็กเป็นอันดับแรกก่อนพาไปพบแพทย์ โดยวิธีที่ง่ายที่สุด คือ การเช็ดตัวเด็ก โดยใช้น้ำธรรมดา ไม่ต้องใช้น้ำเย็นหรือน้ำอุ่น แต่หากเด็กเกิดอาการหนาวหลังการเช็ดตัว ควรหาเสื้อผ้าหนา ๆ ให้ใส่ด้วย
       
       นอกจากนี้การใช้ยาลดไข้ก็เป็นตัวช่วยหนึ่งที่ดี และมีประโยชน์ แต่จะต้องใช้ให้เหมาะสม เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิผลของยา ซึ่งยาลดไข้ส่วนใหญ่ที่นิยมใช้ในปัจจุบัน คือ พาราเซตามอล แอสไพรินและไอบูโพรเฟน
       
       1. พาราเซตามอล เป็นตัวเลือกแรกที่คนส่วนใหญ่เลือกใช้ มีทั้งชนิดเม็ด ชนิดน้ำ และ ชนิดฉีด ชนิดเม็ดมี 2 ขนาด ขนาดเม็ดละ 325 และ 500 มิลลิกรัม โดยชนิดน้ำส่วนใหญ่เป็นยาน้ำเชื่อมมีปริมาณพราราเซตามอล 120 มิลลิกรัม ต่อ 1 ช้อนชา หรือ 160 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา หรือ 250 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา โดยที่ 1 ช้อนชา เท่ากับ 5 ซีซี นอกจากนี้นี้ยังมียาน้ำเชื่อมที่มีปริมาณพราราเซตามอล 500 มิลลิกรัม/ 5 ซีซี และมีหลอดหยดยาแนบมาในกล่อง ยานี้ใช้สำหรับเด็กเล็กที่กินยายากและสามารถกินได้ครั้งละไม่มาก การป้อนยาจะต้องใช้หลอดหยดยาเสมอ ห้ามใช้ช้อนตวงยาเด็ดขาด การตวงแต่ทำเหมือนปกติคือดูดยาตามปริมาตรที่แพทย์สั่ง เช่น ดูดยาขึ้นมาหนึ่งหลอดหยด แล้วนำไปหยอดใส่ปากเด็ก

ขอบคุณภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       สำหรับขนาดยาพาราเซตามอลจะให้ตามขนาดน้ำหนักตัวเด็ก หากเด็กทารกหนัก 10 กิโลกรัม ก็หยอดยาน้ำเชื่อมที่มีปริมาณพราราเซตามอล 500 มิลลิกรัม ต่อ 5 ซีซี ใส่ปาก 1 - 1.5 ซีซี ทุก 4-6 ชั่วโมง เวลามีไข้ ขนาดยาสูงสุดไม่เกินวันละ 5 ครั้ง
       
       2. แอสไพริน เป็นยาเม็ด มีขนาดเม็ดละ 60 มิลลิกรัม ขนาดยาจะแปรไปตามอายุของเด็ก คือ เด็กอายุ 1 ปีให้ครั้งละ 1 เม็ด ทุก 8 ชั่วโมง และให้ได้สูงสุดไม่เกินครั้งละ 5 เม็ด แต่การใช้ยาแอสไพรินมีข้อห้ามใช้ในเด็ก หรือคนไข้ที่อายุต่ำกว่า 16 ปีที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก ตลอดจนเด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่ หรือโรคอีสุกอีใส เพราะอาจเกิดความผิดปกติรุนแรงของสมองและตับ โดยเป็นโรคที่เรียกว่า ไรย์ซินโดรม (Reye’s syndrome) ได้
       
       3. ไอบูโพรเฟน เป็นยาเม็ด มี 4 ขนาด ขนาดเม็ดละ 200, 400, 600, และ 800 มิลลิกรัม สำหรับชนิดน้ำทำเป็นยาน้ำเชื่อม ขนาด 100 มิลลิกรัมต่อ 1 ช้อนชา ขนาดยาปกติจะต้องให้ตามน้ำหนักตัว ถ้าเด็กหนัก 20 กิโลกรัม ก็กินยาน้ำเชื่อม 1 - 2 ช้อนชาทุก 8 ชั่วโมง ขนาดยาเพิ่มได้อีกแต่ห้ามเกิน 40 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมต่อวัน
       
       สำหรับข้อระวังในการใช้ยาชนิดนี้ ไม่ควรให้ยาไอบูโพรเฟนตอนท้องว่าง เพราะยาระคายกระเพาะอาหาร และไม่ควรหยอดยาลงในนม เพราะยาอาจทำให้รสชาติของนมเปลี่ยนไป และเด็กอาจไม่ยอมกินนม ไม่ให้ใช้ยานี้ในเด็กที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก เนื่องจากยาจะทำให้มีภาวะเลือดออกรุนแรงขึ้น และไม่ใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน
       
       ดังนั้น เมื่อเด็กมีไข้สูงพ่อแม่ควรดูแลอย่างใกล้ชิด รู้จักใช้ยาลดไข้ให้ถูกขนาด และถูกวิธี เพื่อให้ปลอดภัยในการใช้ยาควรปรึกษาเภสัชกร และหากไข้ขึ้นสูงควรเช็ดตัวเด็กควบคู่ไปด้วย หากไข้ไม่ลดควรรีบพาไปพบแพทย์ ไม่ควรปล่อยไว้นาน เพราะอาจมีอาการุนแรงตามมาได้
       
       ////////////
       
       ข้อมูลประกอบข่าว
       
       ถ้าเด็กชักเพราะไข้ขึ้นสูง ให้จับเด็กนอนตะแคงหน้าเพื่อไม่ให้ลิ้นไปอุดทางเดินหายใจ และไม่ควรนำสิ่งใดงัดหรือใส่ในปากขณะเด็กกำลังชักเกร็ง เนื่องจากอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บในช่องปากหรือฟันหักหลุดเข้าไปอุดหลอดลมซึ่งจะเป็นอันตราย แต่ควรเช็ดตัวลดความร้อนให้มากที่สุดโดยใช้น้ำที่อุณหภูมิห้องเช็ดเน้นตามซอกคอ ข้อพับต่างๆ ถ้าอาการไม่ดีขึ้นควรนำส่งโรงพยาบาลทันที

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 31 กรกฎาคม 2554 
< Previous   Next >