|
ข้อมูลจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า โรคมะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบมากที่สุดในสตรีไทย โดยพบว่าในปี 2547 มีผู้ป่วยใหม่ถึง 6,123 ราย ประมาณครึ่งหนึ่งเสียชีวิต และร้อยละ 80 ของผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกอายุ 30-60 ปี ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าในปี 2551 จะมีผู้ป่วยเพิ่มเป็น 8,000 ราย
แม้ว่าการตรวจวินิจฉัยและให้การรักษาแก่สตรีที่มีความผิดปกติของปากมดลูกตั้งแต่ระยะก่อนเป็นมะเร็งอย่างเหมาะสมและทันเหตุการณ์จะทำให้สามารถลดอุบัติการณ์และอัตราการตายจากโรคมะเร็งปากมดลูกได้ก็ตาม แต่ยังมีสตรีอีกจำนวนมากที่ไม่เคยตรวจค้นหามะเร็งปากมดลูกเลย มะเร็งปากมดลูกเกิดจากการติดเชื้อไวรัสฮิวแมนแปปปิโลมา หรือไวรัส HPV และติดต่อได้ง่ายหากมีเพศสัมพันธ์อย่างไม่เหมาะสม จากการศึกษาในวงการแพทย์พบว่าเชื้อไวรัส HPV มีหลายสายพันธุ์ แต่ชนิดที่รุนแรงมีเพียง 15 ชนิด คือ 16,18,45,31,33,52,58,35,59,56,51,39,68,73,82 โดยเฉพาะชนิดที่ 16 และ 18 เป็นเชื้อที่รุนแรงที่สุด ซึ่งหากสตรีรายใดตรวจพบเชื้อไวรัส 2 ชนิดนี้ มีโอกาสเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 70 และหากพบเชื้อชนิดที่ 45 และ 31 ร่วมด้วย จะมีโอกาสเป็นมะเร็งปากมดลูกถึงร้อยละ 80 ปัจจุบันนักวิจัยได้พยายามคิดค้นและพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัส HPV เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูก แต่วัคซีนที่ผลิตและมีจำหน่ายในปัจจุบัน สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เฉพาะที่เกิดจากเชื้อไวรัส HPV ชนิดที่ 16 และ 18 เท่านั้น ล่าสุดในการประชุม World Organization of National Colleges, Academies and Academic Associations of General Practitioners/Family Physicians หรือ WONCA เมื่อวันที่ 24-27 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ประเทศสิงคโปร์ คณะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ครอบครัวจาก 79 ประเทศทั่วโลก ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลทางวิชาการ นวัตกรรม เทคโนโลยี และการค้นพบใหม่ในวงการแพทย์ระดับนานาชาติ ฯลฯ การประชุมนี้ได้มีการเปิดเผยถึงผลการศึกษาวิจัยโครงการศึกษาประสิทธิภาพวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก HPV008 หรือ Papilloma Trial to Prevent Cervical Cancer in Young Adults (PATRICIA) ซึ่งมีการทดลองฉีดสารเสริมกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ชื่อว่า เอเอสโอโฟร์ (ASO4) ในสตรีอายุ 10-55 ปี จำนวน 18,668 คน จาก 14 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทวีปอเมริกา เอเชีย ยุโรป และละตินอเมริกา พบว่านวัตกรรมวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกชนิดที่มีสารกระตุ้นภูมิคุ้มกันมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเกิดรอยโรคก่อนมะเร็งที่เกิดจากเชื้อ HPV ชนิดที่ 16 และ 18 ได้ถึง 100% และยังพบว่าวัคซีนมีศักยภาพในการป้องกันเชื้อ HPV ชนิดที่ 45, 31 และสามารถคุมการติดเชื้อได้นานถึง 5.5 ปี รศ.นพ.อรรณพ ใจสำราญ รองหัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ ภาควิชาสูติศาสตร์นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็น 1 ในทีมแพทย์ไทยที่เข้าร่วมประชุม WONCA เปิดเผยว่า ในโครงการนี้ รพ.จุฬาลงกรณ์ รพ.พระมงกุฎเกล้า และ รพ.ศิริราช ได้ร่วมวิจัยด้วย โดยฉีดวัคซีน ASO4 ให้กลุ่มตัวอย่าง 1,852 คน คนละ 3 เข็ม ตามระยะเวลาที่กำหนด หลังจากติดตามผลพบว่า สารเสริมกระตุ้นภูมิคุ้มกันทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายของกลุ่มตัวอย่างสูงกว่าภูมิตามธรรมชาติถึง 11 เท่า และอยู่ระหว่างติดตามผลต่อเนื่องไปอีก 3 ปี วัคซีน ASO4 เป็นการสกัดโปรตีนจากเปลือกไวรัส HPV แล้วนำไปเพาะเชื้อด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้เป็นสารเสริมกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ขณะนี้มีจำหน่ายแล้วบางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย สำหรับประเทศไทยยังอยู่ระหว่างขอใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างไรก็ตาม การป้องกันที่ดีที่สุด คือ การมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยโดยไม่เปลี่ยนคู่นอน ไม่มีคู่นอนหลายคน และสตรีเมื่ออายุครบ 35, 40, 45, 50, 55 และ 60 ปี ควรตรวจแปปสเมียร์เพื่อค้นหามะเร็งปากมดลูกระยะเริ่มแรกและระยะก่อนเป็นมะเร็งจะดีที่สุด ที่มา หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 03 สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10737 |