Home arrow News arrow การควบคุมการระบาดของไข้หวัดนก และความเสี่ยงต่อการระบาดของไข้หวัดใหญ่
การควบคุมการระบาดของไข้หวัดนก และความเสี่ยงต่อการระบาดของไข้หวัดใหญ่ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
ศุกร์, 27 กรกฎาคม 2007

        โรคไข้หวัดนก จัดเป็นโรคระบาดในสัตว์ปีกโรคใหม่ในประเทศไทย เริ่มเกิดขึ้นในปี 2547 ทำให้สัตว์ปีกตายเป็นจำนวนมาก ส่งผลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยอยู่ไม่น้อย นอกเหนือจากการระบาดในสัตว์ปีกแล้ว เชื้อไวรัสไข้หวัดนกยังสามารถแพร่มาสู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ไม่ว่าจะเป็นเสือ สุนัข แมว รวมไปถึงคน โดยในประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตเนื่องจากติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนกนี้ไปแล้ว 17 คน

จากจำนวนผู้ติดเชื้อทั้งหมด 25 คน การแพร่ระบาดของไข้หวัดนกในสัตว์ปีกและมนุษย์เป็นปัญหาสำคัญที่ได้รับความสนใจในวงกว้าง ความสำคัญของการแพร่ระบาดของไข้หวัดนกนั้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกและอุตสาหกรรมอาหารเท่านั้น แต่ไข้หวัดนกยังมีความสำคัญยิ่งไปกว่านั้นคือความเสี่ยงที่ไวรัสไข้หวัดนกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวจนสามารถติดต่อจากคนไปสู่อีกคนได้อย่างมีประสิทธิ ภาพ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ซึ่งเกิดจากไข้หวัดนก


ในอดีตที่ผ่านมา เกิดการระบาดใหญ่ทั่วโลกของไข้หวัดใหญ่ที่เรียกว่า influenza pandemic ทุกๆ ประมาณ 30 ปี โดยในศตวรรษที่ผ่านมา เกิดการระบาดใหญ่เช่นนี้มาแล้ว 3 ครั้ง โดยแต่ละครั้งทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างทั้งต่อชีวิต และระบบเศรษฐกิจ ในแต่ละครั้งของการเกิด pandemic นั้นเกิดขึ้นจากการที่มีไวรัสสายพันธุ์ใหม่ที่เดิมอยู่ในสัตว์ปีกข้ามมาติดเชื้อในคน


ซึ่งการข้ามมาติดเชื้อในคนของไวรัสไข้หวัดนกนี้อาจข้ามมาโดยตรง หรือเป็นการผสมกันกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ของคนทำให้เกิดไวรัสลูกผสมชนิดใหม่ ดังนั้นการแพร่ระบาดของไวรัสไข้หวัดนก H5N1 นี้จึงทำให้มีการคาดการณ์กันว่าหากไม่ดำเนินการป้องกัน ไวรัสอาจปรับตัวทำให้ติดเชื้อและแพร่เชื้อในคนได้ง่ายและกลายเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่


กลไกที่จะทำให้ไวรัสไข้หวัดนกสามารถติดเชื้อในคนได้ดีขึ้นนั้นยังไม่เป็นที่ทราบชัดเจนทั้งหมด แต่อย่างน้อยเชื่อว่าการเลือกจับกับตัวรับบนผิวเซลล์ (receptor) น่าจะมีบทบาทสำคัญ โดยที่ไวรัสไข้หวัดใหญ่ และไวรัสไข้หวัดนกนั้นมีการเลือกจับกับตัวรับต่างชนิดกัน ซึ่งทำให้ไวรัสไข้หวัดนกซึ่งชอบตัวรับแบบของนกนั้นติดเชื้อในคนได้ไม่ดี ดังนั้นเพื่อที่จะเฝ้าระวังการเปลี่ยนแปลงของไวรัสไข้หวัดนกและเพื่อที่จะเข้าใจกลไกที่ไวรัสใช้ปรับตัวให้เข้ากับการติดเชื้อในคน


ศ.นพ.ประเสริฐ เอื้อวรากุล อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ประจำปี 2543 ของมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์และทีมวิจัยที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล โดยการสนับสนุนจาก ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ร่วมกับนักวิจัยจากหลายสถาบันสร้างเครือข่ายการติดตามการเปลี่ยนแปลงของไวรัส ไข้หวัดนก เพื่อที่จะติดตามการกลายพันธุ์ที่อาจทำให้ไวรัสสามารถก่อการระบาดในคนได้อย่างทันท่วงที


ซึ่งจะนำไปสู่การเตือนภัยให้มีการใช้มาตรการป้องกันที่เข้มแข็งเพื่อป้องกันการระบาดใหญ่ นอกจากนี้ กลุ่มวิจัยของ ศ.นพ.ประเสริฐ ได้ศึกษากลไกการก่อโรคของไวรัสไข้หวัดนกในคน และพบว่าไวรัสไข้หวัดนกนั้นแตกต่างจากไวรัสไข้หวัดใหญ่ทั่วไปที่เลือกติดเชื้อในเซลล์บุถุงลมในปอดมากกว่าที่จะติดเชื้อ ในทางเดินหายใจส่วนต้นอย่างไวรัส ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นสาเหตุให้ไข้หวัดนก มีอาการปอดอักเสบรุนแรง โดยไม่มีอาการหวัดน้ำมูกไหลมากนัก


นอกจากนี้ ยังพบว่าการอักเสบรุนแรงในปอดของผู้ป่วยไข้หวัดนกอาจเกี่ยวข้องกับการที่มีการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันอย่างรุนแรงผิดปกติทำให้เกิดการอักเสบ กลุ่มวิจัยจึงพยายามอย่างต่อเนื่องต่อไปที่จะเข้าใจกลไกการก่อโรคของไข้หวัดนกให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งจะนำไปสู่วิธีการป้องกันและรักษาที่ดีขึ้นในอนาคต


ดังนั้น ในการควบคุมและเฝ้าระวังการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนก จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องศึกษาลักษณะตัวกลางในการแพร่กระจาย การเปลี่ยนแปลงการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสอยู่ ตลอดเวลา ทำให้เกิดการศึกษาค้นคว้าวิจัยต่างๆ


เช่น การพัฒนาการตรวจวินิจฉัยพัฒนาวัคซีน วางแนวทางการป้องกันโรคอย่างมากมาย ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นประจำปี 2540 ของมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์


และกลุ่มอาจารย์ นิสิต และนักวิจัย จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยการสนับสนุนของไบโอเทค สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ได้นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทั้งด้านการแพทย์ อณูชีวโมเลกุล เคมี ชีววิทยา มาประยุกต์พัฒนาให้เกิดประโยชน์ในด้านของการศึกษารายละเอียดของไวรัสไข้หวัดนก


จากการวิจัยพบว่าเชื้อไข้หวัดนกที่ระบาดในสัตว์ปีกนั้นเป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ ที่อยู่ในตระกูล Orthomyxoviridae เช่นเดียวกับไข้หวัดใหญ่ที่พบในคน แต่มีความแตกต่างกันของสายพันธุ์ ซึ่งไข้หวัดใหญ่ที่พบการระบาดในสัตว์ปีกนั้นเป็นสายพันธุ์ H5N1 แต่ไข้หวัดใหญ่ที่มีการระบาดในคนนั้นเป็นสายพันธุ์ H1N1 และ H3N2 สัตว์ปีกที่ ติดเชื้อไวรัสไข้หวัดนก H5N1 จะดำเนินอาการของโรค แพร่กระจายเชื้อ และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว


ศ.นพ.ยง และคณะวิจัย จึงริเริ่มการพัฒนาการตรวจหาเชื้อไวรัสไข้หวัดนกอย่างง่ายด้วยวิธีการทางอณูชีววิทยา ซึ่งสามารถตรวจสอบและรายงานผลอย่างถูกต้องได้ในเวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง โดยได้นำไปใช้จริงในการตรวจสอบหาเชื้อไวรัสไข้หวัดนกในเสือ สุนัข และแมว ซึ่งสามารถตรวจได้อย่างแม่นยำ นอกจากนั้นคณะผู้วิจัยยังทำการเก็บตัวอย่างจากสัตว์ปีกที่ติดเชื้อไข้หวัดนกที่มีการระบาดในประเทศไทยอย่างสม่ำเสมอซึ่งพบว่ามีการระบาดในประเทศไทยรวมแล้วทั้งสิ้น 5 ระยะ และเชื้อไวรัสมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสามารถแบ่งเชื้อที่ระบาดในประเทศไทยได้เป็น 2 กลุ่ม


นอกเหนือจากการเฝ้าระวังเชื้อไวรัสไข้หวัดนกชนิด H5 ซึ่งมีความรุนแรงแล้ว ศ.นพ.ยง และคณะวิจัย ได้เล็งเห็นถึงความสามารถในการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ H7 และ H9 จากสัตว์ปีกหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งเคยมีการรายงานถึงความรุนแรงและเกิดการติดเชื้อได้ในคน


จึงได้พัฒนาการตรวจหาเชื้อทั้ง 3 สายพันธุ์ เพื่อคัดกรองเชื้อหากเกิดการระบาด ซึ่งนับว่า เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาองค์ความรู้ เพื่อเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกที่เป็นภัยคุกคามของประเทศไทย

 

ที่มา โพสต์ทูเดย์ วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

< Previous   Next >