|
รายงานพิเศษ : วช. เรื่องการวิจัยระบาดวิทยาเชิงบูรณาการเพื่อเป็นแนวทางการควบคุมโรคมาลาเรียในประเทศไทย |
|
|
|
Post by Administrator
|
|
พฤหัสบดี, 26 กรกฎาคม 2007 |
|
สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สนับสนุนนักวิจัยศึกษาเรื่อง การวิจัยระบาดวิทยาเชิงบูรณาการ เพื่อเป็นแนวทางการควบคุมโรคมาลาเรียในประเทศไทย เพื่อหาองค์ความรู้ในการยกระดับการจัดแผนควบคุมโรคและการให้บริการสาธารณสุขในประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
โรคมาลาเรีย เป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขระดับโลก โดยผู้ที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าว จะมีไข้หนาวสั่นจนถึงขั้นเสียชีวิต จากสถิติตั้งแต่ปี 2508 จนถึงปัจจุบัน มีผู้ติดเชื้อทั่วประเทศกว่า 430,000 ราย และล่าสุดเมื่อปี 2549 ที่ผ่านมา พบผู้ป่วยเพิ่มกว่า 30,000 ราย และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก แม้ไทยจะมีมาตรการลดอุบัติการณ์ของโรคดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง แต่ความผันแปรของปัจจัยหลายด้านที่ซับซ้อนมากขึ้น ทั้งสภาพแวดล้อมและวิวัฒนาการของเชื้อ จึงจำเป็นต้องเร่งศึกษาข้อมูลพื้นฐานสำคัญของการเกิดโรคดังกล่าวให้แน่ชัดเพื่อให้สามารถวางแผนการควบคุมการระบาดอย่างยั่งยืนได้ ดังนั้นสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงผลักดันให้เกิดการวิจัย รวบรวมข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับโรคมาลาเรียในประเทศไทย โดยสนับสนุนทุนวิจัยให้ รศ.นพ.สมชาย จงวุฒิเวศย์ จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาเรื่องระบาดวิทยาเชิงบูรณาการ เพื่อเป็นแนวทางการควบคุมโรคมาลาเรียในประเทศไทย โดย รศ.นพ.สมชาย กล่าวว่า ได้เริ่มศึกษาอย่างจริงจังตั้งแต่ปีที่แล้วจนถึงปัจุบัน ครอบคลุมข้อมูลด้านระบาดวิทยา ที่มีความเชื่อมโยงต่อการเกิดโรค ทั้งในแง่ประชากรที่มีเชื้อมาลาเรียในร่างกาย ตัวเชื้อมาลาเรีย ยุงพาหะนำโรค และสภาวะของรังโรคในธรรมชาติ แต่ข้อจำกัดจากวิธีวินิจฉัยโรคมาลาเรียในปัจจุบัน ทำให้เกิดความคลาดเคลื่อนของการประเมินสถานการณ์ เนื่องจากผู้ป่วยส่วนหนึ่ง ไม่อาจตรวจพบเชื้อจากฟิล์มโลหิตได้ เพราะเชื้อในกระแสเลือดอยู่ในระดับต่ำ และผู้ป่วยอาจติดเชื้อมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งมักไม่ได้รับการวินิจฉัย จึงต้องอาศัยนวัตกรรมการตรวจชนิดใหม่ โดยทีมผู้วิจัยได้พัฒนาวิธีการตรวจ และจำแนกชนิดของเชื้อมาลาเรียของคนและของลิง ซึ่งเป็นรังโรคในธรรมชาติ ด้วยวิธี PCR หรือการใช้ปฏิกิริยาลูกโซ่โพลิเมอร์เรส ลดค่าใช้จ่าย พร้อมเพิ่มความแม่นยำ และพัฒนาวิธีการตรวจ DNA ต้นแบบจากแผ่นฟิล์มโลหิตที่ผ่านการย้อมสี ตลอดจนปรับใช้กระดาษชำระที่ใช้สำหรับห้องครัวแทนกระดาษกรอง 3MM CHR Whatman ที่ราคาแพงเพราะต้องนำเข้าจากต่างประเทศ มาใช้เก็บตัวอย่างเลือดภาคสนาม ซึ่งมีประสิทธิภาพเทียบเท่า แถมราคาถูกกว่า 100 เท่า เพราะช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีในการตรวจหาเชื้อเหลือเพียง 1 ใน 5 เท่านั้น และได้ออกสำรวจประชากรลิงและค่างดำ ตามชายแดนด้านตะวันตกและภาคใต้ของประเทศ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ทั้งในจังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนองและนราธิวาส พบอัตราการติดเชื้อในค่างดำมากที่สุด รองลงมาคือ ลิงกังและลิงแสม แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญของอัตราการพบเชื้อมาลาเรียในลิง ที่มีถิ่นอาศัยต่างกัน ทั้งนี้ รศ.นพ.สมชาย กล่าวว่า งานศึกษาในเรื่องดังกล่าว มีกำหนดแล้วเสร็จในเดือน ก.ย.นี้ ซึ่งจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งให้ วช. เพื่อใช้เป็นองค์ความรู้ และเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานต่างๆ เพื่อยกระดับการจัดแผนควบคุมโรคและการให้บริการสาธารณสุขในประเทศต่อไป ที่มา สำนักข่าวกรมประชาสัมพันธ์ 26 กรกฎาคม 2550 |
|
Last Updated ( พฤหัสบดี, 26 กรกฎาคม 2007 )
|