Home
ไทยประกันชีวิต
การวินิจฉัยไวรัสนิปาห์ห้องปฏิบัติการ Print E-mail
User Rating: / 7
PoorBest 
Post by ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี   
อังคาร, 19 ธันวาคม 2006
การวินิจฉัยไวรัสนิปาห์ห้องปฏิบัติการ  PDF Download
ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    การวินิจฉัยโรคสมองอักเสบจากไวรัสนิปาห์ทางห้องปฏิบัติการ
    แอนติบอดีย์ชนิด IgM  ในคนไข้จะตรวจพบได้ในช่วงสั้นๆหลังจากมีไข้ โดยคนไข้เกือบทั้งหมดจะพบผลบวก IgM  ในวันที่ 3 ของการมีไข้ ในช่วง 10 วันแรกของการป่วย นไข้ที่ติดเชื้อไวรัสนิปาห์มักจะพบระดับ IgG เพียง 10-29% และจะพบผลบวก 100 % หลังจากวันที่ 17-18 ของการป่วยไปแล้ว การตรวจวิเคราะห์ระดับ IgG และ IgM ต่อเชื้อไวรัสด้วยวิธี ELISA จะใช้แอนติเจนที่ไม่ติดเชื้อจาก inactivated virus หรือ recombinant DNA (อยู่ระหว่างการวิจัย) จึงทำให้มีความปลอดภัยในการตรวจและไม่จำเป็นต้องใช้ห้องปฏิบัติการ BSL 4  อย่างไรก็ตามการตรวจหาแอนติบอดีย์ IgM ยังสามารถตรวจได้ด้วยเทคนิค serum neutralization ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานและมีความจำเพาะในการตรวจสูงกว่าวิธี ELISA แต่มีความจำเป็นต้องปฏิบัติงานในห้องปฏิบัติงาน BSL 4  เนื่องจาก ในการตรวจที่ใช้เป็นไวรัสที่ยังมีชีวิต เทคนิคการตรวจย้อมชิ้นเนื้อด้วยวิธี immunohistochemistry  มีประโยชน์ในการย้อมชิ้นเนื้อที่แช่ฟอร์มาลิน การเพาะแยกเชื้อไวรัสโดยใช้เซลล์เพาะเลี้ยง vero-E6 สามารถแยกเชื้อได้จากน้ำไขสันหลัง สิ่งคัดหลั่งจากโพรงจมูก (nasal samples), น้ำปัสสาวะ วิธีการตรวจทางอณูชีววิทยาด้วยเทคนิค RT-PCR มีการนำมาใช้ในการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัส (RNA) จากตัวอย่างได้หลากหลายชนิดรวมทั้งชิ้นเนื้อต่างๆ โดยสรุปรายละเอียดแต่ละวิธีได้ดังนี้
1.    การเพาะแยกเชื้อไวรัส  (virus isolation)
ไวรัสนิปาห์จัดเป็นไวรัสที่มีความรุนแรงระดับสูงสุด (biosecurity level 4 ) การเพาะแยกเชื้อเพื่อเพิ่มปริมาณไวรัสต้องกระทำให้ห้องปฏิบัติการความปลอดภัยระดับ 4 (BSL4) เท่านั้น ยกเว้นแต่การเพาะแยกเชื้อเพื่อการวินิจฉัยที่อาจกระทำในห้องปฏิบัติการความปลอดภัยที่น้อยกว่าระดับ 4  โดยผู้ชำนาญการเฉพาะทาง และต้องทำลายเชื้อทันทีหลังการวินิจฉัย (Dariels et al Microbes and Infection, 2001) ไวรัสสามารถเพิ่มจำนวนได้ดีในเซลล์เพาะเลี้ยงชนิด vero calls
    สิ่งส่งตรวจ  ได้แก่ ชิ้นเนื้อสมอง ปอด ไต ม้าม น้ำไขสันหลัง น้ำปัสสาวะ  nasal sample
    วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ  เก็บแบบปลอดเชื้อ เพื่อนำมาเตรียม 10% cell suspensions ก่อน    การเพาะเลี้ยง
     วิธีการตรวจ หลังการเพาะเลี้ยงไวรัสในเซลเพาะเลี้ยง สามารถตรวจดูการติดเชื้อได้โดย
    1) การตรวจดูภาวะ cytopathic effect (CPE) ด้วยกล้องจุลทรรศน์ ในเวลา 3     วัน แต่    ควรจะทำการเพาะเลี้ยง 2 รอบ (passage) ในเวลา 5 วัน/รอบ ก่อนการตัดสินผล    ลบ     CPE ที่พบจะมีขนาดใหญ่มากกว่า 20 nuclei ขึ้นไปและอาจพบรูบนผิวเซลล์เนื่องจาก     การเกิดภาวะsyncytia โดยรูที่เกิดจากไวรัสนิปาห์จะมีขนาดใหญ่กว่าไวรัส Hendra
    2) การย้อมเซลล์ที่มีการติดเชื้อด้วย antibody ที่มีความจำเพาะต่อไวรัส
    3)  การทำ PCR จากตัวอย่าง ทั้งจากขวดเพาะเลี้ยงเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส
    4) การตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน หรือการย้อมด้วย antibody ก่อนการตรวจ

    2. Immunohistochemistry
   การตรวจแอนติเจน(antigen)ของไวรัสจากชิ้นเนื้อด้วยแอนติบอดีย์(antibody)ที่มีความจำเพาะ เป็นวิธีที่มีความปลอดภัยในการตรวจโดยไม่จำเป็นต้องปฏิบัติในห้อง BSL4 มีประโยชน์ทั้งในการวินิจฉัยและการศึกษาวิจัยย้อนหลัง
    สิ่งส่งตรวจ  ได้แก่ ชิ้นเนื้อแช่ฟอร์มาลิน จาก ปอด สมอง ม้าม ไต ต่อมน้ำเหลือง หัวใจ
      วิธีเก็บสิ่งส่งตรวจ  แช่ตัวอย่างในน้ำยาฟอร์มาลิน โดยจำนวนตัวอย่างควรมีมากกว่า 1 อวัยวะ เนื่องจากอาจจะพบแอนติเจนของไวรัสที่ปอดในระยะเวลาสั้นๆเท่านั้น ตัวอย่างจากเนื้อสมองควรทำการตรวจจากหลายส่วนของสมอง
    วิธีการตรวจ  หลังการย้อมชิ้นเนื้อด้วยแอนติบอดีย์ที่มีความจำเพาะ (monoclonal หรือ polyclonal) จึงย้อมซ้ำด้วยชุดย้อม biotin-streptavidin peroxidase linked detection system หรือ ชุดย้อม anti-rabbit/anti-mouse dextran polymer linked reagent conjugated with alkaline phosphatase  
    
    3.  การตรวจวิเคราะห์ด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน (Electron Microscopy)
    เป็นเทคนิคต่อเนื่องจากการเพาะแยกเชื้อ โดยการตรวจด้วยเทคนิค negative contrast หรือการย้อมด้วยแอนติบอดีย์ที่มีความจำเพาะทำให้สามารถมองเห็นรูปร่างและโครงสร้างของไวรัสได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
    สิ่งส่งตรวจ    น้ำจากเซลล์เพาะเลี้ยง, เซลล์เพาะเลี้ยง, ชิ้นเนื้อ
    วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ  วิธีปลอดเชื้อ ในน้ำยาจำเพาะ    
    วิธีการตรวจ    กล้องจุลทรรศน์อิเลคตรอน

4.    อณูชีววิทยาด้วนเทคนิค PCR และ การถอดรหัสพันธุกรรม (Sequencing)
         เป็นวิธีตรวจวัดโดยการเพิ่มปริมาณสารพันธุกรรม RNA ของไวรัสด้วยเทคนิค RT-PCR และอาจทำการเพิ่มปริมาณ 2 รอบ ด้วยเทคนิค nested PCR เพื่อเพิ่มความไวในการตรวจ หรือการตรวจด้วยเทคนิค real-time-PCR ที่สามารถทราบผลการตรวจได้รวดเร็วกว่า (ใช้เวลาเพิ่มปริมาณและตรวจวัดสารพันธุกรรมได้ภายใน 1 ชั่วโมง) และมีความจำเพาะในการตรวจสูงจากการตรวจวัดด้วยตัวติดตาม (probe) ที่มีความจำเพาะต่อยีนที่ทำการเพิ่มปริมาณ ตำแหน่งยีนที่เลือกจะต้องมีความจำเพาะต่อไวรัสนิปาห์ ยีนที่นิยมใช้ คือ ยีนตำแหน่ง N (Nucleoprotein gene) การถอดรหัสพันธุกรรมทำให้สามารถจัดแยกกลุ่มของไวรัสและช่วยยืนยันผลการตรวจ
    สิ่งส่งตรวจ  ชิ้นเนื้อทุกชนิด, CSF, cell culture, น้ำเหลือง, ปัสสาวะ, throat swab, nasal swab.
    วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ  ปลอดเชื้อ แช่เย็น
    วิธีการตรวจ      เทคนิค RT-PCR, nested PCR, real-time PCR และ Sequencing

5.    การตรวจหา antibody ด้วยวิธี Serum Neutralization Tests
    เป็นการตรวจหาปริมาณของ neutralizing antibody ในซีรั่ม และเป็นวิธีการมาตรฐานในการตรวจทาง serology แต่ต้องปฏิบัติการในห้อง BSL-4
    สิ่งส่งตรวจ    ซีรั่ม
    วิธีการเก็บสิ่งส่งตรวจ วิธีปลอดเชื้อ
    วิธีการตรวจ นำซีรั่มที่ต้องการตรวจมาผสมกับไวรัส ก่อนที่จะนำไปใส่ในเซลล์เพาะเลี้ยง เพื่อดูการติดเชื้อของไวรัสในเซลล์เพาะเลี้ยงภายในเวลา 3 วัน ตัวอย่างซีรั่มที่มีแอนติบอดีย์จะสามารถฆ่าเชื้อและไม่ทำให้เซลล์เพาะเลี้ยงติดเชื้อ แต่ถ้าในตัวอย่างซีรั่มที่ไม่มี neutralizing antibody อยู่ ก็จะไม่สามารถฆ่าเชื้อได้ในขั้นตอนแรกเซลล์เพาะเลี้ยงก็จะติดเชื้อ โดยสังเกตจากการเกิด CPE

6.    การตรวจระดับ Antibody ด้วยวิธี ELISA
    เป็นเทคนิคที่รวดเร็ว ปลอดภัยและไม่ต้องการห้องปฏิบัติการ BSL4 จึงเหมาะแก่การศึกษาระบาดวิทยา และการเฝ้าระวังโรค แต่ในขั้นตอนของการเตรียม Ag ซึ่งเป็นการนำไวรัสมาสกัดแยกโปรตีนและทำให้หมดฤทธิ์ด้วยการฉายรังสีนั้น ต้องปฏิบัติในห้อง BSL4 จึงมีข้อจำกัดในการนำมาใช้ในวงกว้าง โดยการตรวจสามารถตรวจได้ทั้ง แอนติบอดีย์แบบ IgG ด้วยวิธี Indirect  ELISA และแบบ IgM ด้วยวิธี capture ELISA
    สิ่งส่งตรวจ        ซีรั่ม
    วิธีเก็บสิ่งส่งตรวจ    ปลอดเชื้อ
    วิธีการตรวจ
    - Indirect ELISA โดยการเคลือบ Ag ไว้ที่ก้นหลุม เพื่อให้แอนติบอดีย์ ในตัวอย่างจับแล้ว    จึงตรวจวัดด้วย conjugated anti-human IgG
                 - Capture ELISA โดยการเคลือบ แอนติบอดีย์ ต่อ human IgM ไว้ที่ก้นหลุมก่อนในขั้นที่ 1           เพื่อจับ IgM จากซีรั่มในขั้นที่2 จากนั้นจึงเติมแอนติเจนNipah ในขั้นที่ 3 แล้วจึงเติม              แอนติบอดีย์ต่อ Nipah Ag ในขั้นที่ 4 และตรวจวัดด้วย แอนติบอดีย์ conjugated anti-             species ต่อ แอนติบอดีย์ ขั้นที่ 4

Last Updated ( อังคาร, 19 ธันวาคม 2006 )
< Previous   Next >