Home arrow Articles arrow ไทยผลาญเงินค่ายาปีละ 5 หมื่นล.เตรียมใช้บัญชียาเดียวกันทุกระบบ
ไทยผลาญเงินค่ายาปีละ 5 หมื่นล.เตรียมใช้บัญชียาเดียวกันทุกระบบ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
ศุกร์, 20 กรกฎาคม 2007
       

         สปสช.ร่วมมือ อย.ประสานหาแนวทางการบริหารจัดการยาใน รพ.ให้ใช้ยาบัญชียาเดียวกัน ทุกระบบทั้งระบบประกันสุขภาพ ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ หลังองค์การอนามัยโลก ชี้ ทั่วโลกใช้ยาเกินความจำเป็นส่งผลอันตรายต่อร่างกาย เผยไทยผลาญเงินค่ายาปีละกว่า 50,000 ล้านบาท กระตุ้นให้จัดทำกรอบรายการยาของจังหวัดจากบัญชียาหลักแห่งชาติใช้บัญชีเดียวนำร่อง 18 จังหวัด

        นพ.วินัย สวัสดิวร รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า จากรายงานขององค์การอนามัยโลกเมื่อปีที่ผ่านมา (2549) พบว่า ทั่วโลกมีการใช้ยาไม่ต่ำกว่าร้อยละ 50 เป็นการใช้อย่างเปล่าประโยชน์ ไม่มีความจำเป็น และยังอาจทำให้เกิดโทษ สำหรับประเทศไทยมีการบริโภคยาประมาณปีละ 50,000 ล้านบาท (ในราคาขายปลีก) โดยค่าใช้จ่ายด้านยาต่อค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพคิดเป็นร้อยละ 35 ซึ่งนับว่าสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 10-20 เท่านั้น
      
       ทั้งนี้ สปสช.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เร่งพัฒนาคุณภาพระบบการบริการยาและเวชภัณฑ์แบบเครือข่ายร่วมกันโดยนำร่องใน 18 จังหวัดจัดทำ “บัญชียาของจังหวัด” จากบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยเน้นสร้างความเข้มแข็งของคณะกรรมการเภสัชกรรมบำบัดในโรงพยาบาล เพื่อสร้างระบบการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล โดยมี รพ.ใน 18 จังหวัดเข้าร่วม ได้แก่ แพร่ ลำปาง พิษณุโลก นครสวรรค์ อยุธยา สระบุรี ราชบุรี นครปฐม ชลบุรี นครนายก ขอนแก่น หนองบัวลำภู สกลนคร นครราชสีมา อุบลราชธานี กระบี่ สงขลา และพัทลุง โดยมีมาตรฐานการบริการสาธารณสุขเป็นเป้าหมายสำคัญที่ประชาชนทุกคนพึงได้รับ โดยมีการกำหนดกรอบการพัฒนาคุณภาพยาเพื่อสร้างความมั่นใจทั้งผู้ให้และผู้รับบริการโดยร่วมมือกับหน่วยงาน/องค์กรด้านยาทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการการสร้างหลักประกันคุณภาพยาและมาตรฐานยา เสริมสร้างความเข้มแข็งของคณะกรรมการเภสัชกรรมบำบัดในโรงพยาบาล สนับสนุนเครือข่ายการใช้ยาอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมสนับสนุนการใช้บัญชียาหลักแห่งชาติโดยเฉพาะการติดตามเฝ้าระวังเพื่อการประกันคุณภาพยาในระบบมาโดยตลอด
      
       “ข้อมูลจากการสำรวจผู้ใช้สิทธิบัตรทองทั่วประเทศจำนวน 13,807 คน ในปี 2549 พบว่า พึงพอใจในคุณภาพการบริการด้านยา ร้อยละ 86.8 ลดลงจากการสำรวจในปี 2548 ซึ่งพึงพอใจร้อยละ 91.1 จึงต้องเร่งพัฒนาระบบยาแบบเครือข่ายระดับจังหวัด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพด้านยาโดยมุ่งเน้นการเสริมบทบาทคณะกรรมการยาพัฒนาคุณภาพระบบการบริหารจัดการด้านยาตามการจัดลำดับความสำคัญของปัญหาภายในจังหวัด เพื่อสร้างระบบการใช้ยาอย่างสมเหตุสมผล” นพ.วินัย กล่าว
      
       ด้านนพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า การประกาศใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตรยา หรือ CL นั้น เราอาจเปลี่ยนความหมาย CL ให้ย่อมาจากคำว่า “Create love” เพื่อคนไทยได้มีโอกาสการเข้าถึงยาที่จำเป็นต่อการรักษาโรคได้มากขึ้น ต้องยอมรับว่า สปสช.มีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพด้านยาได้มาก เพราะต้องดูแลคนไทยกว่า 47 ล้านคน ปัจจุบัน อย.อยู่ระหว่างการจัดทำร่าง พ.ร.บ.ยา ภายใต้กรอบ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ เพื่อผู้ใช้ยาเกิดความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมผลิตยาในประเทศ และยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ลดปัญหาจากกรณีที่มีการใช้ยาไม่ได้มาตรฐาน สามารถควบคุมความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้ใช้ยาที่เกิดจากปัญหาคุณภาพยาที่ไม่มีประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ สำหรับบัญชียาแห่งชาติ ปี 2547 ที่ใช้อยู่กันในปัจจุบันมีรายชื่อยาตามรูปแบบยาในบัญชีถึง 948 รายการ และรายชื่อตัวยา 692 รายการ จึงเชื่อมั่นได้ว่าครอบคลุมพอต่อการดูแลรักษาโรค
      
       “จากการทบทวนปัญหาคุณภาพระบบบริหารจัดการด้านยาระหว่าง อย.ร่วมกับ สปสช.และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุขแล้วเห็นว่า การบริหารจัดการระบบยาภายในจังหวัดของแต่ละจังหวัดมีความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพบริการด้านยาโดยเฉพาะการจัดทำ “บัญชียาของจังหวัด” จากบัญชียาหลักแห่งชาติสามารถบริหารจัดการยาและเวชภัณฑ์ได้คล่องตัวขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำในการรักษา มีการใช้ยาอย่างเหมาะสม และมีอำนาจต่อรองราคายาเพิ่มขึ้น” นพ.ศิริวัฒน์ กล่าว

 

ที่มา ผู้จัดการออนไลน์ 19 กรกฎาคม 2550 17:16 น.

Last Updated ( ศุกร์, 20 กรกฎาคม 2007 )
< Previous   Next >

ไทยประกันชีวิต
หมอดื้อ

Login