Home arrow News arrow โรคสมองอักเสบจากไวรัสนิปาห์ (Nipah virus)
โรคสมองอักเสบจากไวรัสนิปาห์ (Nipah virus) Print E-mail
User Rating: / 6
PoorBest 
Post by ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี & ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา   
อังคาร, 19 ธันวาคม 2006
โรคสมองอักเสบจากไวรัสนิปาห์ (Nipah virus)  PDF Download

สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี
ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา
คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    การระบาดของไวรัสนิปาห์ที่ประเทศมาเลเซีย, สิงคโปร์ และบังคลาเทศ เมื่อ พ.ศ.2541 - 2542 ทำให้มีผู้เสียชีวิตจากโรคสมองอักเสบด้วยอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 40-70 ของผู้ติดเชื้อ โดยการติดต่อจากหมูมาสู่คน ดังที่เคยเกิดการระบาดที่ประเทศมาเลเซียในช่วงปี 2541-2542 มีผู้เสียชีวิตรวม 105 ราย หรือจากค้างคาวสู่คน หรือจากคนสู่คน ดังที่เกิดการระบาดในประเทศบังคลาเทศในช่วงปี 2544-2548 มีผู้เสียชีวิตรวม 110 ราย      แม้จะพบการระบาดของโรคนี้เพียงไม่กี่ประเทศ แต่ความสามารถในการแพร่กระจายเชื้อไวรัสนิปาห์สู่สัตว์ได้หลากหลายชนิดและ อัตราการเสียชีวิตที่สูงในคนที่ติดเชื้อ ทั้งยังเคยเกิดการระบาดในประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้การเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโรคจากไวรัสนิปาห์เป็นสิ่งสำคัญที่ระบบสาธารณสุขทั้งคนและสัตว์ต้องตระหนัก เพื่อป้องกันมิให้เกิดการระบาดในประเทศไทย
การติดต่อและการระบาด
    ไวรัสนิปาห์ถูกค้นพบครั้งแรกในปี พ.ศ.2542 ที่ประเทศมาเลเซีย ก่อให้เกิดโรคได้ทั้งในคนและสัตว์ โดยการสัมผัสสิ่งคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย ปัสสาวะ ของสัตว์ที่เป็นโรค การระบาดในมาเลเซีย พบผู้ป่วยโรคสมองอักเสบจำนวนมาก และส่วนใหญ่เป็นคนงานในโรงฆ่าและชำแหละสุกร โดยมีค้างคาวเป็นแหล่งรังโรค แพร่โรคสู่หมูซึ่งเป็นแหล่งเพาะโรค เพิ่มปริมาณเชื้อโรคเป็นจำนวนมาก และแพร่กระจายสู่หมูด้วยกันเองอย่างรวดเร็วก่อนที่จะแพร่ต่อมายังคนและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่นๆเช่นสุนัข แมว ม้า แพะ เป็นต้น จนทำให้มีผู้คนติดเชื้อเป็นจำนวนมากถึง 265 คน และมีผู้ป่วยเสียชีวิต 105 ราย ทางการของประเทศมาเลเซียจำเป็นต้องฆ่าหมูถึงจำนวน 1.1 ล้านตัว หรือครึ่งหนึ่งของทั้งประเทศ เพื่อยุติการระบาดของโรค การระบาดในวงกว้างของมาเลเซียและสิงคโปร์เกิดจากการเคลื่อนย้ายสุกรที่เป็นโรคไปในพื้นที่อื่น ส่วนการระบาดของไวรัสนิปาห์ที่ประเทศบังคลาเทศแตกต่างจากที่พบในมาเลเซีย คือไม่พบว่ามีแหล่งเพาะโรค และสันนิษฐานว่าเชื้อไวรัสสามารถแพร่จากค้างคาวสู่คนโดยตรง และพบการติดต่อจากคนสู่คน
แหล่งรังโรคของไวรัส
    ประเทศมาเลเซียได้มีการสำรวจแหล่งรังโรคของไวรัสทั้งในสัตว์บ้าน เช่น สุนัข แมว แพะ ไก่ ปลา เป็นต้น และในสัตว์ป่า เช่น หมูป่า หนู นก ค้างคาว โดยเฉพาะค้างคาวกินผลไม้เนื่องจากหลักฐานของการเป็นแหล่งรังโรคของไวรัสเฮนดรา (Hendra virus) ซึ่งเป็นไวรัสตระกูลเดียวกันกับไวรัสนิปาห์   ผลการสำรวจในสัตว์บ้านพบว่า สุนัข แมว แพะ และม้า มีการติดเชื้อไวรัสนิปาห์จากหมู แต่สัตว์เหล่านี้ไม่เป็นแหล่งเพาะโรคแพร่โรคไปยังสัตว์ชนิดอื่น หรือเรียกว่าเป็น “dead-end host” จากผลการสำรวจในสัตว์ป่า พบค้างคาวเป็นแหล่งรังโรค แต่ไม่พบใน หมูป่า หนู หรือนก ค้างคาวที่มีการสำรวจพบการติดเชื้อในประเทศมาเลเซีย ได้แก่ ค้างคาวแม่ไก่เกาะ ค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน ค้างคาวขอบหูขาวเล็ก ค้างคาวเล็บกุด ค้างคาวเพดานเล็ก และมีการสำรวจพบการติดเชื้อใน ค้างคาวIndian flying fox ที่ประเทศบังคลาเทศ

อาการและการวินิจฉัย
    อาการของโรคมีตั้งแต่ แบบเล็กน้อย แบบปานกลางคือมีอาการคล้ายเป็นหวัด มีไข้สูง ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ จนถึงอาการหนัก คือสมองอักเสบ บางรายอาจมีอาการทางระบบทางเดินหายใจร่วมด้วย ลักษณะของสมองอักเสบมี 2 ประเภท คือแบบเฉียบพลัน โดยมีอาการไข้ร่วมกับอาการของก้านสมอง มีการเคลื่อนไหวลูกตาผิดปกติ การกระตุกของแขนขา ความดันโลหิตและชีพจรแปรปรวน รวมทั้งแขนขาอ่อนแรง มีอัตราเสียชีวิตประมาณ 50-70% อีกประเภทคือ มีอาการซ้ำหลังจากที่เป็นครั้งแรก หรืออาการสมองอักเสบตามหลังจากที่ได้รับเชื้อไปแล้วถึง 2 ปี ลักษณะของผู้ป่วยถึงแม้จะเสียชีวิตน้อยกว่า แต่มีความพิการรุนแรงหลังจากนั้น การตรวจภาพสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) พบร่องรอยของความผิดปกติในสมองในทั้ง 2 กลุ่มอาการ อย่างไรก็ตาม สมองอักเสบที่พบในผู้ป่วยจากบังคลาเทศ แม้จะเป็นประเภทเฉียบพลันแต่อาการและภาพคอมพิวเตอร์สมองไม่เหมือนกับของมาเลเซีย

การรักษา
    ปัจจุบันยังไม่มียาที่ใช้ในการรักษาการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรักษาทำได้เพียงการรักษาตามอาการ การใช้ยา Ribavirin ในผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ พบว่าสามารถลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยได้โดยไม่มีผลข้างเคียง

การอุบัติของไวรัสนิปาห์
    เป็นการยากที่จะสืบค้นให้ชัดเจนว่าไวรัสนิปาห์มีที่มาที่ไปอย่างไร จึงก่อให้เกิดการระบาดครั้งใหญ่ในมาเลเซียได้ แต่จากข้อมูลที่มีอยู่และเหตุการณ์แวดล้อม พอที่จะตั้งสมมุติฐานได้ว่าน่าจะมีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้เกิดผลกระทบซึ่งกันและกันจนเป็นเหตุให้ไวรัสนิปาห์ซึ่งมีแหล่งที่อยู่ตามธรรมชาติในค้างคาวโดยที่ค้างคาวไม่ป่วย ติดต่อข้ามสายพันธุ์มายังหมูทำให้หมูป่วยทางระบบทางเดินหายใจแต่ไม่เสียชีวิต และติดต่อมาสู่คน อาการของโรครุนแรงขึ้นจนทำให้คนป่วยเป็นโรคสมองอักเสบและเสียชีวิต ในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมามีการตัดไม้ทำลายป่าจากฝีมือของมนุษย์อย่างมากมายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  และในปี พ.ศ. 2540-2541 ได้เหตุการณ์ไฟไหม้ป่าครั้งรุนแรงจนทำให้มีหมอกควันปกคลุมทั่วภูมิภาคในเดือนก่อนที่จะเกิดการระบาดไม่นานนัก อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวยังเกิดเหตุการณ์ เอลนิโน่ เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้ต้นไม้ดอกและไม้ผลที่เป็นแหล่งอาหารของค้างคาวกินผลไม้ และป่าไม้ที่เป็นที่อยู่อาศัยของค้างคาวลดลงอย่างรวดเร็ว ค้างคาวจึงอพยพจากป่ามาสู่สวนผลไม้ในเมือง ประกอบกับการสำรวจพบว่าเล้าหมูในพื้นที่เกิดโรคมีการสร้างติดกับต้นไม้ในสวนผลไม้ที่มีค้างคาวมากินผลไม้และเป็นจุดที่ทำให้เกิดการติดต่อของไวรัสนิปาห์จากรังโรคตามธรรมชาติมาสู่รังโรคใหม่คือหมู และจากหมูสู่คนในที่สุด

การเฝ้าระวังโรคสมองอักเสบจากไวรัสนิปาห์ในประเทศไทย
    คณะนักวิจัยนำโดย ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถานเสาวภา สภากาชาดไทย และ กรมอุทยาน สัตว์ป่าและพันธุ์พืช จากการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ทำการสำรวจภาวะการติดเชื้อของไวรัสนิปาห์ในค้างคาวไทย ในช่วง เดือน มีนาคม 2545 ถึง เดือน กุภาพันธ์ 2547โดยเลือกพื้นที่ที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการติดต่อสู่คน เช่น แหล่งท่องเที่ยวดูค้างคาว หรือแหล่งเก็บมูลค้างคาวทำปุ๋ย ในเบื้องต้น 9 จังหวัดได้แก่ ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ระยอง อยุธยา สิงห์บุรี กรุงเทพฯ ราชบุรี และ สุราษฎร์ธานี เพื่อเก็บตัวอย่างและตรวจหาไวรัสนิปาห์จากเลือด น้ำลาย และเยี่ยวค้างคาว การสำรวจค้างคาว 12 ชนิด พบค้างคาวไทย 4 ชนิดติดเชื้อไวรัสนิปาห์ ได้แก่ ค้างคาวกินผลไม้ 3 ชนิด คือ ค้างคาวแม่ไก่ภาคกลาง (Pteropus lylei) ค้างคาวแม่ไก่เกาะ (P.hypomelanus) ค้างคาวแม่ไก่ป่าฝน (P.vampyrus) และ ค้างคาวกินแมลงได้แก่  ค้างคาวหน้ายักษ์สามหลืบ (Hipposideros larvatus) ในพื้นที่ 6 จังหวัด ส่วนจังหวัดที่ยังไม่พบการติดเชื้อจาการสำรวจครั้งนี้ได้แก่ ระยอง สิงห์บุรี และ ราชบุรี ทั้งนี้อาจเกิดจากจำนวนตัวอย่างตรวจจากจังหวัดเหล่านี้น้อยเกินไป หรือช่วงเวลาในการเก็บตัวอย่างอาจไม่เหมาะสม หรือ ไม่มีการติดเชื้อจริงในค้างคาวจาก 3 จังหวัดนี้ และจากการถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสนิปาห์ที่พบในค้างคาวไทย พบว่ามี 2 สายพันธุ์ สายพันธุ์แรกมีความเหมือนกับไวรัสนิปาห์ที่เกิดการระบาดที่ประเทศมาเลเซีย ส่วนแบบที่สองเหมือนกับที่ระบาดในบังคลาเทศ การสำรวจในครั้งนี้สรุปได้ว่าค้างคาวไทยอย่างน้อย 4 ชนิด เป็นแหล่งรังโรคของไวรัสนิปาห์ ทั้งแบบที่พบในมาเลเซีย และบังคลาเทศ และมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคระบาดจากไวรัสนิปาห์ได้ทั้งแบบโดยตรงจากค้างคาวสู่คน หรือ คนสู่คน เช่นเดียวกับการระบาดในบังคลาเทศ และแบบที่มีหมูเป็นแหล่งเพาะโรคโดยรับไวรัสมาจากค้างคาวซึ่งเป็นแหล่งรังโรค ก่อนแพร่มาสู่คน เช่นเดียวกับการระบาดในมาเลเซีย
    การเฝ้าระวังการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในสุกรไทยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ พ.ศ. 2542 จนถึงปัจจุบัน โดยสถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ กรมปศุสัตว์ ยังไม่พบว่ามีการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในสุกรไทย
    ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ มีระบบการตรวจวินิจฉัยเพื่อเฝ้าระวังการติดเชื้อไวรัสนิปาห์ในคนไข้สมองอักเสบที่มีข้อบ่งชี้ว่าอาจจะติดเชื้อไวรัสนิปาห์  ขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสนิปาห์  และในอนาคตจะมีการขยายพื้นที่ในการตรวจจากคนไข้สมองอักเสบทั่วประเทศโดยความร่วมมือจาก สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้เกิดการเฝ้าระวังอย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง และจะได้เป็นสัญญาณเตือนภัยก่อนที่จะเกิดโรคระบาดรุนแรงอย่างที่เคยเกิดในมาเลเซียและบังคลาเทศ
........................................................................................................

< Previous   Next >