Home arrow News arrow แพทย์ชี้คนไทยเป็น “โรคร้ายที่ไม่แสดงอาการ” 3.5 ล้านคนเสี่ยง “ตาย”จากไวรัสตับอักเสบชนิดบี
แพทย์ชี้คนไทยเป็น “โรคร้ายที่ไม่แสดงอาการ” 3.5 ล้านคนเสี่ยง “ตาย”จากไวรัสตับอักเสบชนิดบี Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 02 มีนาคม 2011
       แพทย์ผู้เชี่ยวชาญชี้คนไทยมากกว่า 3.5 ล้านคนไม่รู้ตัวเป็น “โรคร้ายที่ไม่แสดงอาการ” ระบุโรคไวรัสตับอักเสบบีเป็นต้นเหตุสำคัญของมะเร็งตับที่คร่าชีวิตคนไทยอย่างต่ำปีละ 25,000 คน ล่าสุดพบวิธีการตรวจไวรัส B แบบใหม่ ตรวจวัดปริมาณเปลือกไวรัส เพื่อการรักษาเฉพาะราย ส่งผลดีคนไข้ใช้ยาน้อยลง
  มีคนไทยจำนวนมากกว่า 3.5 ล้านคนที่ไม่รู้ตัวเองว่าติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ ทั้งๆที่โรคชนิดนี้ถือเป็นโรคร้ายที่สามารถคร่าชีวิตคนได้โดยง่าย ทั้งนี้เพราะโรคดังกล่าวไม่ได้แสดงอาการออกมาในทันทีทันใดแต่เมื่อถึงเวลาซึ่งอาจจะใช้ระยะเวลานานถึง 20-30 ปีจึงจะปรากฏอาการให้เห็น ฉะนั้นทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงทั้งหลายจะต้องทำการตรวจหาไวรัสชนิดแต่เนิ่นๆเพื่อจะสามารถรักษาได้อย่างทันท่วงที
       
       รศ.นพ.ธีระ พิรัชวิสุทธิ์ ประธานสมาคมศึกษาโรคตับแห่งภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก 2011 (APASL) ประธานสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทยและผู้อำนวยการสถาบันโรคทางเดินอาหารและตับ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวในงานเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ของการตรวจรักษาโรคไวรัสตับอักเสบชนิดบี เพื่อการรักษาเฉพาะบุคคลว่า ลักษณะของไวรัสตับอักเสบคือไวรัสชนิดหนึ่งที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้ว จะไปอยู่ที่ตับ เมื่อถึงเวลาที่โรคนี้แสดงอาการจะทำให้ตับเกิดอาการอักเสบ ทำลายเซลของตับ
       
       สำหรับสาเหตุการติดเชื้อคือเลือด ก่อนหน้านี้การติดเชื้อจากการให้เลือดถือว่าเป็นสาเหตุใหญ่ แต่ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1992 ไทยมีการคัดกรองเลือด ดังนั้น จากสาเหตุนี้จึงน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญอีกอย่างคือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในผู้ติดยาเสพติดและการเจาะ สัก ฝังเข็ม รวมไปถึงการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นผู้ที่ต้องการแต่งงาน จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อน หากพบก็จะต้องให้คู่สมรสฉีดวัคซีนป้องกัน ดังนั้นผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศโดยไม่ใช่ถุงยางอนามัย ก็ถือเป็นอีกกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีการติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ซึ่งหากแม่ตั้งครรภ์ป่วยเป็นไวรัสบี และมีปริมาณไวรัสสูง ก็มีโอกาสเกิน 90% ที่ลูกในครรภ์จะได้รับเชื้อนี้แต่แรกเกิดด้วย”
       
       “ตับอักเสบเป็นภัยเงียบที่มักไม่ค่อยแสดงอาการในระยะเริ่มต้น ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อ จนกระทั่งมีอาการ เช่น มีน้ำในช่องท้อง ท้องมาน สมองซึม หรือคลำเจอก้อนที่ตับ ก็มักจะมีอาการที่ค่อนข้างรุนแรงแล้ว ราวๆ 20% ของการเป็นตับอักเสบเรื้อรัวสามารถพัฒนาไปเป็นการเกิดพังผืดที่ตับก็คือตับแข็ง และราว 20-25% จากการเป็นตับแข็ง พัฒนาเป็นมะเร็งตับได้”
       
       1 ใน 3 ของประชากรโลกเคยติดเชื้อไวรัสบี
       
       รศ.นพ.ธีระกล่าวว่า โดยภาพรวมของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีของประชากรโลกนั้นถือว่าค่อนข้างสูง คือพบว่า 1 ใน 3 ของประชากรโลกทั้งหมดเคยติดเชื้อไวรัสบีช่วงในช่วงหนึ่งของชีวิต และในจำนวนนั้น มีถึง 350 ล้านคนที่เป็นไวรัสตับอักเสบบีชนิดเรื้อรัง คือติดเชื้อนานเกิน 6 เดือนโดยที่ภูมิต้านทานของร่างกายไม่สามารถขจัดออกไปได้ และมีอัตราการตายทั่วโลกรวมกัน 1 ล้านคนต่อปี และในประเทศไทย มีคนไทยติดเชื้อไวรัสบีมากถึงร้อยละ 5 ของประชากรหรือราว 3.5 ล้านรายทั่วประเทศ และสถิติในปี ค.ศ.2009 พบว่าคนไทยตายเพราะมะเร็งตับ 25,000 คน ในจำนวนนี้มาจากการพัฒนาจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี สู่การเป็นมะเร็งตับจนเสียชีวิตถึงร้อยละ 70 และจากไวรัสตับอักเสบซีร้อยละ 16 ที่เหลือมาจากสาเหตุอื่นๆ
       
       รศ.นพ.ธีระระบุว่าอีกว่า ในไวรัสบีแพทย์จะเรียกว่า “สภาพใกล้เคียงกับอาการหาย” คือ ยา และภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถกดเชื้อไวรัสไม่ให้แบ่งตัวและกระจายออกไปได้ แต่หากตรวจชิ้นเนื้อตับจะปรากฎว่าพบไวรัสเป็นจำนวนต่ำๆ ซึ่งไม่มีผลอะไร นอกจากผู้ป่วยคนนั้นจำเป็นต้องกินยากดภูมิในกรณีต้องเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายถูกกดลง และไวรัสบีอาจจะสำแดงขึ้นมาอีกได้
       
       ตรวจ “เปลือกไวรัส” นวัตกรรมการรักษาใหม่ไวรัสบี
       
       ด้าน ศ.นพ.เฮนรี่ ชาน (Prof.Henry Chan) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคไวรัสตับอักเสบ Cheng Man Suen และผู้อำนวยการศูนย์สุขภาพตับแห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกง กล่าวว่า โรคไวรัสตับอักเสบบี ตรวจพบได้ด้วยการตรวจเลือด การตรวจ HBsAg quan เป็นการตรวจเพื่อวัดระดับโปรตีนที่ไวรัสตับอักเสบสร้างขึ้นในตับ และการตรวจ HBV DNA เพื่อตรวจหาจำนวนเชื้อไวรัสในร่างกายผู้ป่วยหรือ Viral Load ซึ่งในกรณีผู้ป่วยโรคตับอักเสบชนิดบีเรื้อรัง การรักษาคนไข้ขึ้นอยู่กับลักษณะอาการป่วยของคนไข้แต่ละรายด้วย และจำเป็นต้องวิเคราะห์จำนวนของไวรัสและสภาพของตับ
       
       “การรักษาไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังมี 2 วิธีหลัก คือการฉีดยาและการกินยา การฉีดยาจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันและหยุดยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส เป็นการรักษาที่สามารถระบุเวลาการักษาได้แน่นอน และมีข้อดีตรงที่แม้จะหยุดยาฉีดแล้ว แต่การทำงานของระบบภูมิคุ้มกันยังคงทำงานต่อไป แต่มีผลข้างเคียงพอสมควร แต่ที่ผ่านมา คนไข้ส่วนใหญ่ทนผลข้างเคียงได้ ซึ่งวิธีนี้จะไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่มีภาวะตับแข็งแล้ว ส่วนวิธีการรักษาด้วยยากินนั้น ไม่มีผลข้างเคียง ผู้ป่วยตับแข็งสามารถรักษาได้ด้วยวิธีนี้ หลักการคือป้องกันการเพิ่มจำนวนของไวรัส แต่ไม่สามารถกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนได้
       
       ล่าสุดได้ มีการคิดค้นวิธีการวินิจฉัยแบบ ตรวจนับปริมาณเปลือกไวรัส ที่จะทำให้แพทย์ สามารถนำมาประกอบการเลือกรักษาผู้ป่วยได้ โดยการนำมาใช้ประกอบกับการวินิจฉัยที่ทำอยู่ในปัจจุบัน เรียกว่า "การตรวจทางอิมมูโนวิทยา" โดยตรวจหาปริมาณ HBsAg เพื่อใช้ประเมินความสามารถของร่างกายผู้ป่วยในการกำจัดเชื้อไวรัสออกจากร่างกายด้วยภูมิคุ้มกันตนเองในผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรัง และยังบ่งชี้ว่าผู้ป่วยกำลังตอบสนองต่อการรักษาอย่างไร โดยใช้กระบวนการเจือจางตัวอย่างโดยวิธีอัตโนมัติ ลดความผิดพลาด และได้มาตรฐานองค์การอนามัยโลก
       
       “คาดว่าเร็วๆ นี้จะสามารถใช้วิธีการตรวจรักษาชนิดใหม่นี้ในเมืองไทยได้ ซึ่งข้อดีก็คือสามารถประเมินจำนวนของเชื้อไวรัสได้ดีขึ้น เมื่อเราใช้วิธีตรวจเปลือกไวรัสแล้วพบว่ามันน้อยลง ก็แปลว่าไวรัสน้อยลง ตอบสนองต่อการรักษาแล้ว ก็จะสามารถลดยาที่ใช้ในการรักษาให้น้อยลง คนไข้จะไม่ต้องใช้ยาอย่างมากมายเหมือนในอดีต ที่สำคัญยังลดปัญหาผลข้างเคียงและการสะสมของการใช้ยาเกินจำเป็น รวมไปถึงสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อยาลงด้วย” ศ.นพ.เฮนรี่สรุป

ที่มา  ผู้จัดการ 360° รายสัปดาห์ 1 มีนาคม 2554   
< Previous   Next >