Home arrow News arrow 'ออรัลเซ็กซ์'เสี่ยง'มะเร็งช่องปาก'ถามหา
'ออรัลเซ็กซ์'เสี่ยง'มะเร็งช่องปาก'ถามหา Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 23 กุมภาพันธ์ 2011
       เอเอฟพี - นักวิทยาศาสตร์สหรัฐฯหลายรายระบุในวันอาทิตย์(20)ว่า มีหลักฐานอันหนักแน่นที่ชี้ให้เห็นว่า “ออรัล เซ็กซ์” มีความเชื่อมโยงกับ “มะเร็งช่องปาก” พร้อมกับเรียกร้องให้ทำการศึกษาเพิ่มมากขึ้น เพื่อจะได้ทราบชัดๆ ถึงวิธีการที่ เชื้อไวรัส “ฮิวแมน เพพิลโลมาไวรัส” (human papillomavirus หรือ HPV) ทำให้กลุ่มประชากรชายผิวขาว ป่วยเป็นโรคมะเร็งช่องปาก เพิ่มขึ้นสูงลิบลิ่ว

  ในสหรัฐฯเวลานี้ มะเร็งช่องปาก ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอชพีวี กำลังพบเห็นกันได้ง่ายกว่า มะเร็งช่องปากที่เกิดจากการสูบบุหรี่แล้ว ถึงแม้ในระดับทั่วโลก การสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุสำคัญที่สุดของมะเร็งชนิดนี้อยู่
       
       พวกนักวิจัยเพิ่งพบว่า ในสหรัฐฯระหว่างปี 1974 ถึง 2007 มีคนไข้โรคมะเร็งช่องปากเพิ่มขึ้นมาถึง 225% และคนไข้ที่ป่วยส่วนใหญ่แล้วเป็นชายผิวขาว มัวรา กิลลิสัน นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยโอไฮไอสเตท กล่าว
       
       กิลลิสันซึ่งวิจัยเรื่องเชื้อเอชพีวีกับมะเร็ง มาเป็นเวลา 15 ปี ชี้ว่า เมื่อเปรียบเทียบระหว่างผู้ที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ที่ช่องปากกับผู้ที่ไม่มีเชื้อ ก็ได้พบปัจจัยสำคัญที่สุดประการหนึ่ง ซึ่งก็คือ บุคคลผู้นั้นเคยทำออรัลเซ็กซ์ให้กับคู่นอนของตนมาแล้วกี่คน
       
       “ถ้าจำนวนของคู่นอน (ที่ทำออรัลเซ็กซ์ให้) เพิ่มขึ้น ความเสี่ยง (ที่จะเป็นมะเร็งช่องปากจากเชื้อเอชพีวี) ก็สูงขึ้นด้วย” เธอกล่าวกับผู้สื่อข่าวระหว่างการประชุมสัมมนาใหญ่ประจำปีของสมาคมอเมริกันเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (American Association for the Advancement of Science หรือ AAAS) ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน
       
       เธอชี้ต่อไปว่า การศึกษาวิจัยหลายชิ้นในอดีตที่ผ่านมา บ่งชี้ให้เห็นว่าคนที่ตลอดชีวิตเคยทำออรัลเซ็กซ์ให้กับคู่นอนตั้งแต่ 6คนขึ้นไป มีความเสี่ยงสูงขึ้น 8 เท่าตัวที่จะเป็นมะเร็งอันเกิดจากเชื้อเอชพีวี ในบริเวณศีรษะหรือลำคอ เมื่อเทียบกับพวกที่เคยทำให้คู่นอนไม่ถึง 6 คน
       
       กิลลิสันบอกว่า เป็นที่ทราบกันดีมานานปีแล้วว่า เชื้อเอชพีวีมีความเชื่อมโยงกับโรคมะเร็งปากมดลูก และปัจจุบันก็มีการผลิตวัคซีนหลายตัวซึ่งทำให้ป้องกันโรคนี้ได้บ้างแล้ว ทว่าในกรณีของโรคมะเร็งช่องปากนั้น ยังจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาเพิ่มมากขึ้น เพื่อยืนยันความเชื่อมโยงที่ได้มาจากการเฝ้าสังเกต ตลอดจนเจาะลึกลงไปให้ทราบถึงสาเหตุของความเชื่อมโยงนี้

ที่มา  ASTVผู้จัดการรายวัน 21 กุมภาพันธ์ 2554 

< Previous   Next >