Home arrow News arrow สธ.เร่งทำยุทธศาสตร์ 3 ศูนย์ ให้ไทยไม่มีผู้ป่วยเอดส์รายใหม่
สธ.เร่งทำยุทธศาสตร์ 3 ศูนย์ ให้ไทยไม่มีผู้ป่วยเอดส์รายใหม่ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 16 กุมภาพันธ์ 2011
       รมว.สธ.เผย “ยูเอ็นเอดส์” ชมไทยเป็นผู้นำ ประเทศต้นแบบที่สามารถดำเนินมาตรการป้องกัน รักษา ดูแลผู้ป่วยเอดส์ได้เป็นอย่างดี พร้อมเร่งดำเนินยุทธศาสตร์ 3 ศูนย์ ให้ไทยไม่มีผู้ติดเชื้อเอดส์รายใหม่ ไม่มีผู้เสียชีวิต และไม่มีการแบ่งแยกผู้ป่วยโรคเอดส์ สนองนโยบายยูเอ็นเอดส์ ชี้ไทยทำก้าวหน้าหลายเรื่อง พร้อมช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาเต็มที่   วันนี้ (15 ก.พ.) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังจาก นายมิเชล ซิเดเบ (Mr.Michel Sidibe) ผู้บริหารโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นเอดส์ (UNAIDS) เข้าพบที่กระทรวงสาธารณสุข ว่า ในการเข้าพบครั้งนี้ ผู้บริหารยูเอ็นเอดส์ได้ชื่นชมประเทศไทยในความเป็นผู้นำ ที่สามารถดำเนินมาตรการในการป้องกัน การรักษา การดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์เป็นอย่างดี ซึ่งถือว่าไทยเป็นประเทศต้นแบบ นอกจากนี้ ได้มีการนำเสนอยุทธศาสตร์ใหม่ของยูเอ็นเอดส์ ที่จะดำเนินการตั้งแต่ปี 2554-2558 ภายใต้ยุทธศาสตร์ 3 ศูนย์ ได้แก่ 1.ไม่มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เกิดขึ้น 2.ไม่มีผู้เสียชีวิตจากโรคเอดส์ และ 3.ไม่มีการกีดกันหรือแบ่งแยกผู้ป่วยโรคเอดส์ออกจากสังคม
       
       นายจุรินทร์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยยินดีที่จะสนับสนุนยุทธศาสตร์ดังกล่าว และจะเข้าร่วมกับประเทศอื่นๆ ในการเดินหน้าไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้ ประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการต่างๆ ไปหลายเรื่อง ได้แก่ มาตรการป้องกัน ซึ่งได้มีการรณรงค์ให้ใช้ถุงยางอนามัย เพื่อลดปัญหาผู้ติดเชื้อรายใหม่ โดยทุกปีจะมีการแจกจ่ายถุงยางอนามัยไปพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไม่ต่ำกว่า 20 ล้านชิ้น นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเพิ่มเติมสำหรับผู้ที่ติดยาเสพติดและใช้เข็มฉีดยา กระทรวงสาธารณสุข ให้เอาเข็มเก่า มาแลกเข็มใหม่ได้ ซึ่งไม่ได้เป็นการสนับสนุนให้มีการใช้ยาเสพติด แต่เป็นวิธีการลดการติดเชื้อเอชไอวีจากการใช้เข็มร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้เสนอพระราชบัญญัติการอนามัยเจริญพันธุ์ ที่ระบุให้ต้องมีการสอนเพศศึกษาในสถานศึกษาทุกระดับด้วย
       
       สำหรับในเรื่องของการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทยนับว่ามีความก้าวหน้ามาก ได้แก่ การขยาย ซีแอลยาต้านไวรัสเอดส์จนหมดอายุสิทธิบัตร นอกจากนี้ ยังมีมาตรการให้การดูแลผู้ป่วยโรคเอดส์ ให้สามารถเข้าถึงยาได้ทันที หากระดับของซีดีโฟร์ (CD4) หรือ เซลล์เม็ดเลือดขาว ลดลงเหลือ 350 ต่อ 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ลดลงเหลือ 200 ต่อ 1 ลูกบาศก์มิลลิเมตร ซึ่งเป็นมาตรการลดการเสียชีวิตของผู้ป่วย หรือช่วยให้ผู้ป่วยเข้าสู่การรักษาที่เร็วขึ้น ส่วนเรื่องของการไม่แบ่งแยกผู้โรคเอดส์ออกจากสังคม ประเทศไทยได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิมนุษยชนด้านเอดส์ ซึ่งจะเป็นกลไกที่จะมาสนับสนุนให้ผู้ป่วยโรคเอดส์อยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปกติและเป็นรูปธรรมมากขึ้น
       
       นายจุรินทร์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับความร่วมมือที่ไทยจะร่วมมือกับยูเอ็นเอดส์นั้น ไทยจะให้การช่วยเหลือประเทศที่กำลังพัฒนาด้านเอดส์อย่างเต็มที่ เพราะไทยมีศักยภาพ และมีองค์ความรู้ในการแก้ปัญหาทั้งด้านป้องกัน การรักษาและการอบรมพัฒนาด้านวิชาการ ซึ่งในปี 2554 นี้จะมีการอบรมวิชาการแก่เจ้าหน้าที่ของประเทศลาว 3 รุ่น ที่เวียงจันทน์ จำปาสัก และที่ปากเซ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเป็น 1 ใน 22 ประเทศของผู้บริหารโครงการโรคเอดส์แห่งสหประชาชาติ และไทยยังเคยเป็นประธานผู้บริหารยูเอ็นเอดส์ด้วย ซึ่งตั้งแต่ ปี 2553 เป็นต้นมา ไทยได้บริจาคเงินเข้าโครงการปีละ 1 แสนเหรียญสหรัฐฯ จากที่ผ่านมาไทยเคยบริจาคให้ 5 หมื่นเหรียญสหรัฐฯ

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 15 กุมภาพันธ์ 2554 
< Previous   Next >