Home arrow News arrow ติงสเต็มเซลล์รักษาโรคเสี่ยง-โฆษณาพร่ำเพรื่อ
ติงสเต็มเซลล์รักษาโรคเสี่ยง-โฆษณาพร่ำเพรื่อ Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
อังคาร, 17 กรกฎาคม 2007

        แพทย์จุฬาฯ ติงใช้สเต็มเซลล์รักษาโรค ทั้งที่ยังไม่มีผลการวิจัยที่ชัดเจน เผยในต่างประเทศทำคนไข้ถึงตายมาแล้ว จวกหน่วยงานที่รับผิดชอบปล่อยให้โฆษณากัน ระบุในสหรัฐควบคุมกันเข้มข้นจนแพทย์กระดิกตัวไม่ได้

         ศ.น.พ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง ศ.น.พ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร หัวหน้าหน่วยอนูชีววิทยา น.พ.ดร.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา หัวหน้าหน่วยสเต็มเซลล์ และ ศ.น.พ.ธานินทร์ อินทรกำธรชัย หัวหน้าหน่วยโลหิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันแสดงจุดยืน เรียกร้องให้หน่วยงานแพทย์ต่างๆ รวมไปถึงโรงพยาบาลทั้งรัฐและเอกชน มีความตระหนักเรื่องการใช้เซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ (stem cell) ในประเทศไทย ให้เกิดความรัดกุม เพราะขณะนี้มีการเอาสเต็มเซลล์ไปรักษาโรคต่างๆ โดยที่ยังไม่มีการควบคุมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และยังไม่มีรายงานการรักษาที่ได้ผลชัดเจนจากที่ใดๆ ทำให้คนไข้ต้องจ่ายเงินรักษาโดยใช้สเต็มเซลล์ในราคาสูงนับล้านๆ บาท แต่ไม่ได้ผล

 ศ.น.พ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า สเต็มเซลล์เป็นเซลล์ที่มีคุณสมบัติสำคัญ คือ สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ กันได้หลายชนิด สามารถแบ่งตัวสร้างเซลล์ใหม่ที่มีคุณสมบัติเหมือนเดิม พบได้ทั้งในตัวอ่อนและในเกือบทุกอวัยวะของร่างกาย วงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้รักษาโรคที่รักษาไม่หาย เช่น โรคหัวใจขาดเลือด เบาหวาน อัมพาต พาร์กินสัน โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ ข้อเสื่อม ไตวาย กระดูกผุ และโรคชราภาพอื่นๆ ได้ในอนาคต ทั้งนี้ ยังมีปัญหาที่ต้องวิจัยหาทางแก้ไขปรับปรุงอีกระยะเวลาหนึ่งก่อนจะรักษาได้ผลจริง แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ได้มีการนำสเต็มเซลล์ไปใช้ในผู้ป่วยก่อนเวลาอันควรมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากแพทย์และนักวิจัยที่ขาดความเข้าใจ และจากผู้ที่ต้องการจะนำไปหาผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ นำไปสู่การโฆษณาเกินจริงการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

 “เวลานี้มีการประกาศความสำเร็จทั้งที่ขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถือ มีการนำไปใช้ในผู้ป่วยโดยปราศจากเหตุผลรองรับ ไม่มีการทดสอบความปลอดภัย ไม่มีข้อมูลว่าได้ผลในสัตว์ทดลอง ซึ่งทำให้มีผู้ป่วยที่เข้าใจผิดนอกจากจะต้องเสียเงินมหาศาลแล้ว ยังเกิดผลเสียมีผลแทรกซ้อนต่างๆ โดยมีรายงานถึงเสียชีวิตในบางราย ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการคิดค้นใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคหัวใจ แต่อยู่ในขั้นการทดลองกับสัตว์ทดลองเท่านั้น แต่มีรายงานว่ามีอาสาสมัครทดลองให้แพทย์ฉีดสเต็มเซลล์เพื่อรักษาโรคหัวใจ ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นตอนนี้ได้มีการควบคุมอย่างใกล้ชิดและหลายขั้นตอนอย่างมาก แต่ก็มีรายงานเป็นเอกสารชัดเจนว่าไม่ได้ผล” ศ.น.พ.ธีระวัฒน์ กล่าว

 ศ.น.พ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับโรคอื่นๆ นั้น พบว่า โรคสมองและระบบประสาท รวมถึงอัมพาต ไขสันหลังบาดเจ็บ พาร์กินสัน เส้นเลือดสมองตีบ การใช้สเต็มเซลล์รักษาก็ยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องแก้ไขก่อนนำมาใช้จริง เพราะแม้ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดของสมอง ซึ่งสร้างเซลล์ประสาทจำนวนมากได้ ก็มีปัญหาที่การเชื่อมต่อกับเซลล์ประสาทเดิมในร่างกายไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดผลเสีย เช่น การเคลื่อนไหวผิดปกติ และผลที่ได้ในสัตว์ทดลองยังไม่ชัดเจน

 "โรคกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการนำเซลล์ต้นกำเนิดไปใช้ในทางที่ผิดมากที่สุด นอกจากไม่มีประโยชน์ ยังเกิดผลข้างเคียงได้ อาจทำให้อาการเป็นมากกว่าเดิม ที่รุนแรงจนอาจถึงเสียชีวิตได้ และอาจทำให้พลาดโอกาสที่จะได้รับการรักษาที่ได้ผล ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากทั่วโลกกำลังร่วมกันศึกษาเพื่อหาทางแก้ไข ส่วนโรคกระดูก การใช้ซ่อมรอยแยกของกระดูกก็อยู่ระหว่างการศึกษาประสิทธิภาพ การสร้างกระดูกอ่อนยังมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติของเซลล์ เมื่อปลูกถ่ายไปแล้วยังมีข้อแตกต่างจากกระดูกอ่อนจริง เซลล์ที่ให้ไปไม่อยู่รอด จำต้องมีการพัฒนาด้านโครงร่างให้เซลล์เกาะที่เหมาะสมอีกระยะ" ศ.น.พ.ธีระวัฒน์ กล่าว

 ศ.น.พ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ผู้ป่วยหลายคนไปรับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ในหลายๆ ที่รวมทั้งต่างประเทศ เพราะคำโฆษณาของบุคลากรการแพทย์บางคน ว่าเคยมีคนที่ทำแล้วได้ผล จริงๆ ไม่ได้เป็นเพราะผลของการรักษา แต่เพราะผลต่อจิตใจว่าได้รับการรักษาแล้ว บางทีเป็นคนที่ได้รับการจ้างมาให้โฆษณา ถ้าจะพิจารณาว่าดีจริงหรือ ไม่ต้องขอดูข้อมูลที่เป็นสถิติที่ลงในวารสารที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ก่อน และนำไปปรึกษาแพทย์ที่ไม่มีอคติว่าน่าเชื่อถือจริงหรือไม่ มีรายงานถึงคนไข้ที่บินไปรักษาถึงต่างประเทศที่เพิ่งให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ว่าดี แต่ตายในอีกไม่กี่วันให้หลังให้สัมภาษณ์ ทั้งนี้ หลายคนยังเข้าใจผิดว่า เซลล์ต้นกำเนิดนั้นปลอดภัย 100% เพราะเป็นเซลล์ของตัวเอง ไม่มีผลทางภูมิคุ้มกัน และไม่เป็นเนื้องอก จริงๆ แล้วก็อาจเกิดโทษได้ เรื่องที่ต้องคำนึง เช่น ช่องทางที่ฉีดเซลล์ การฉีดเข้าเส้นเลือดบางทีอาจเป็นอันตรายได้ เพราะมีรายงานว่าทำให้เกิดเส้นเลือดตีบได้ การใช้ในเส้นเลือดที่เสี่ยง เช่น เส้นเลือดสมอง ไขสันหลัง อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การเพาะเลี้ยงเป็นเวลานานทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมให้กลายเป็นเนื้องอกได้ กลายเป็นเซลล์ชนิดที่ไม่ต้องการ เช่น ฉีดเข้าหัวใจแล้วกลายเป็นเซลล์กล้ามเนื้อผิดชนิดที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ การเกิดกระดูกในสมอง

 ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางอาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ จะยื่นหนังสือเรียกร้องให้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ อย่างแพทยสภาและองค์การอาหารและยา (อย.) มาดูแลหรือไม่  ศ.น.พ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ทุกเวทีที่มีการพูดคุยกันเรื่องการรักษาคนไข้โดยสเต็มเซลล์นั้น อาจารย์ทุกคนแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเสมอมาว่า ไม่เห็นด้วยที่หลายๆ หน่วยงานเอาสเต็มเซลล์มาใช้และพูดถึง รวมไปถึงการโฆษณาอย่างพร่ำเพรื่อ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีผลการทดลองที่ออกมาพิสูจน์อย่างจริงๆ และเป็นที่ยืนยันได้ ในสหรัฐอเมริกานั้นมีการควบคุมการรักษาโรคโดยสเต็มเซลล์อย่างมาก จนแพทย์แทบจะกระดิกตัวไม่ได้ แต่ในประเทศไทยกลับมีการโฆษณาเรื่องนี้กันมากมาย ทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน คนไข้บางคนเสียเงินค่ารักษาเป็นล้านเพราะเชื่อหมอ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาควบคุมเรื่องนี้อย่างจริงจัง

 “มีผู้กังวลว่า ถ้าควบคุมเกินไปจะทำให้เราไม่สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ จริงๆ แล้วการมีรายงานที่ไม่ถูกหลักวิชาการ การทดสอบในผู้ป่วยโดยขาดพื้นฐาน ในระยะยาวจะทำลายชื่อเสียงของประเทศ ทำให้เกิดผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของประเทศด้านการบริการทางการแพทย์โดยรวม ในทางตรงข้ามกันถ้าควบคุมให้ดีได้มาตรฐาน มีหลักวิชาการ สามารถตรวจสอบได้ ก็สามารถเป็นจุดขายเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่มุ่งเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลในภูมิภาคได้ ปัจจุบันนี้การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ที่ถือเป็นการรักษามาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ มีเฉพาะโรคเลือดเท่านั้น เช่น การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคเลือดที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม และการรักษาผู้ป่วยที่กระดูกถูกทำลายจากยาฆ่ามะเร็ง โรคอื่นๆ ถือว่าอยู่ระหว่างการทดลอง” ศ.น.พ.ธีระวัฒน์ กล่าว

 

ที่มา หนังสือพิมพ์ คมชัดลึก 17 กรกฎาคม 2550 00:29 น.

< Previous   Next >