|
แพทย์"จุฬาฯ"เตือน"สเต็มเซลล์" อย่าโฆษณาเกินจริง ควักจ่ายเป็นล้านแต่ไม่มีรายงานผลรักษาที่ได้ผลชัดเจน ชี้สหรัฐใช้รักษาโรคหัวใจยังมีผู้เสียชีวิต รามาฯเตือนใช้สเต็มเซลล์รกแกะรักษาผิวผิดจรรยาแพทย์ แพทย์ศิริราชให้ สธ.เข้าคุม เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง ศ.นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร หัวหน้าหน่วยอนูชีววิทยา นพ.ดร.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา หัวหน้าหน่วยสเต็มเซลล์ และ ศ.นพ.ธานินทร์ อินทรกำธรชัย หัวหน้าหน่วยโลหิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันแสดงจุดยืนเรียกร้องให้หน่วยงานแพทย์ต่างๆ รวมไปถึงโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนมีความตระหนักเรื่องการใช้เซลล์ต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์ (stem cell) ในประเทศไทย ให้เกิดความรัดกุม เพราะขณะนี้มีการเอาสเต็มเซลล์ไปรักษาโรคต่างๆ โดยที่ยังไม่มีการควบคุมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และยังไม่มีรายงานการรักษาที่ได้ผลชัดเจนจากที่ใดๆ ทำให้คนไข้ต้องจ่ายเงินรักษาโดยใช้สเต็มเซลล์ในราคาสูงนับล้านบาทแต่ไม่ได้ผล
ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวว่า สเต็มเซลล์เปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ชนิดต่างๆ ได้หลายชนิด สามารถแบ่งตัวสร้างเซลล์ใหม่ที่มีคุณสมบัติเหมือนเดิม พบได้ทั้งในตัวอ่อนและเกือบทุกอวัยวะของร่างกาย วงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้รักษาโรคที่รักษาไม่หาย เช่น โรคหัวใจขาดเลือด เบาหวาน อัมพาต พาร์คินสัน โรคสมองเสื่อม ข้อเสื่อม ไตวาย กระดูกผุ และโรคชราภาพอื่นๆ ได้ในอนาคต แต่ต้องมีการวิจัยแก้ไขปรับปรุงอีกระยะเวลาหนึ่งก่อนจะรักษาได้ผลจริง แต่ไม่กี่ปีมานี้ได้มีการนำสเต็มเซลล์ไปใช้ในผู้ป่วยก่อนเวลาอันควรมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากแพทย์และนักวิจัยที่ขาดความเข้าใจ และจากผู้ที่ต้องการจะนำไปหาผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ นำไปสู่การโฆษณาเกินจริง "เวลานี้มีการประกาศความสำเร็จทั้งที่ขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถือ มีการนำไปใช้ในผู้ป่วยโดยปราศจากเหตุผลรองรับ ไม่มีการทดสอบความปลอดภัย ไม่มีข้อมูลว่าได้ผลในสัตว์ทดลอง ทำให้มีผู้ป่วยนอกจากจะต้องเสียเงินมหาศาลแล้วยังเกิดผลเสีย มีผลแทรกซ้อนต่างๆ มีรายงานถึงเสียชีวิตบางรายในประเทศสหรัฐอเมริกา" ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าว และว่า มีการคิดค้นใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคหัวใจ แต่อยู่ในขั้นการทดลองกับสัตว์เท่านั้น ขณะที่มีรายงานว่ามีอาสาสมัครทดลองให้แพทย์ฉีดสเต็มเซลล์เพื่อรักษาโรคหัวใจ แต่ก็มีรายงานเป็นเอกสารชัดเจนว่าไม่ได้ผล ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวว่า สำหรับโรคอื่นๆ นั้นพบว่าโรคสมองและระบบประสาท รวมถึงอัมพาต ไขสันหลังบาดเจ็บ พาร์คินสัน เส้นเลือดสมองตีบ การใช้สเต็มเซลล์รักษาก็ยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องแก้ไขก่อนนำมาใช้จริง เพราะแม้ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดของสมองซึ่งสร้างเซลล์ประสาทจำนวนมากได้ ก็มีปัญหาที่การเชื่อมต่อกับเซลล์ประสาทเดิมในร่างกายไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดผลเสียเช่นการเคลื่อนไหวผิดปกติ และผลที่ได้ในสัตว์ทดลองยังไม่ชัดเจน ขณะที่โรคกลุ่มนี้มีการนำเซลล์ต้นกำเนิดไปใช้ในทางที่ผิดมากที่สุด นอกจากไม่มีประโยชน์แล้วยังเกิดผลข้างเคียง อาจทำให้อาการเป็นมากกว่าเดิมและรุนแรงถึงเสียชีวิตได้ ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวว่า ผู้ป่วยหลายคนไปรับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ในหลายๆ ที่ รวมทั้งต่างประเทศ เพราะคำโฆษณาของบุคลากรการแพทย์บางคนว่าเคยมีคนที่ทำแล้วได้ผลจริงๆ แต่อาจไม่ได้เป็นเพราะผลของการรักษา แต่เพราะผลต่อจิตใจ บางคนได้รับการจ้างให้โฆษณา ทั้งนี้ มีรายงานถึงคนไข้ที่บินไปรักษาถึงต่างประเทศ และให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ว่าดี แต่หลังจากนั้นไม่กี่วันก็ตาย เมื่อถามว่าจะมีการยื่นหนังสือเรียกร้องให้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ อย่างแพทยสภาและสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมาดำเนินการเรื่องนี้หรือไม่ ศ.นพ.ธีระวัฒน์กล่าวว่า ทุกเวทีที่มีการพูดคุยกันเรื่องการรักษาคนไข้โดยสเต็มเซลล์นั้น อาจารย์ทุกคนแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเสมอมาว่าไม่เห็นด้วยที่หลายๆ หน่วยงานเอาสเต็มเซลล์มาใช้ รวมถึงการโฆษณาอย่างพร่ำเพรื่อ ทั้งที่ยังไม่มีผลการทดลองที่ออกมาพิสูจน์ ในสหรัฐมีการควบคุมการรักษาโรคโดยสเต็มเซลล์มากจนแพทย์แทบจะกระดิกตัวไม่ได้ แต่ในประเทศไทยกลับมีการโฆษณาเรื่องนี้กันมากมาย ทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน คนไข้บางคนเสียเงินค่ารักษาเป็นล้าน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องออกมาควบคุมเรื่องนี้อย่างจริงจัง รศ.นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หน่วยโรคหัวใจ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ปัจจุบันทั่วโลกยังไม่มีงานวิจัยใดยืนยันได้ว่าสเต็มเซลล์สามารถรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจได้ สำหรับ รพ.รามาธิบดีแม้จะมีโครงการวิจัยเรื่องการพัฒนาสเต็มเซลล์จากไขกระดูก เพื่อรักษาหลอดเลือดหัวใจ โดยทำการรักษาในผู้ป่วยอาสาสมัคร 10 คนที่มีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตาย แต่ที่ผ่านมาไม่เคยออกมาประกาศว่ารักษาได้สำเร็จ เพราะต้องใช้เวลาศึกษานาน และต้องมั่นใจว่าหากอาการดีขึ้น ไม่ใช่เพราะอุปทานของผู้ป่วย แต่เป็นเพราะการรักษาด้วยสเต็มเซลล์จริง "สิ่งที่ต้องจับตามองต่อไปคือ ปัญหาเรื่องการนำสเต็มเซลล์จากรกแกะมาใช้รักษาผู้ป่วย โดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณ ความสวยความงาม ทุกวันนี้มีการลักลอบนำสเต็มเซลล์ดังกล่าวมาใช้รักษาผู้ป่วยในไทย และผู้ป่วยก็เต็มใจรับการรักษาโดยไม่กลัวอันตราย ทั้งๆ ที่เซลล์ดังกล่าวไม่ใช่ของมนุษย์ การกระทำดังกล่าวถือว่าผิดกฎระเบียบของแพทยสภา แต่ปัญหาคือแพทยสภาขาดกำลังคนในการสอดส่องดูแล" รศ.นพ.สรณ กล่าว ศ.นพ.สุรพล อิสรไกรศีล สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวว่า ปัจจุบันการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ที่ได้รับมาตรฐาน คือ การใช้สเต็มเซลล์จากเลือด ไขกระดูก หรือเลือดจากสายสะดือ มาใช้ในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับเลือด เช่น โรคไขกระดูกไม่ทำงาน โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น ซึ่งทั่วโลกยอมรับ เพราะทดลองวิจัยมากว่า 20-30 ปี จนได้รับมาตรฐานสากลทางการแพทย์ ส่วนโรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาสเต็มเซลล์หลอดเลือด อัลไซเมอร์ พาร์คินสัน ยังไม่เป็นที่ยอมรับและอยู่ระหว่างการวิจัย ต้องใช้เวลานานกว่าจะสำเร็จ และสามารถรักษาผู้ป่วยได้จริง "แม้แพทย์ส่วนใหญ่จะบอกว่าการรักษาโรคต่างๆ ด้วยสเต็มเซลล์ใช้เซลล์จากตัวผู้ป่วยเอง ไม่ขัดจริยธรรมใดๆ แต่จำเป็นต้องวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การรักษาผู้ป่วยเพียง 2-3 รายก็ออกมาระบุว่าสำเร็จ จำเป็นต้องมีการทดสอบการรักษาเปรียบเทียบด้วย ทั้งการรักษาจากสเต็มเซลล์และการรักษาแบบปัจจุบัน ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จำเป็นต้องออกมาควบคุมเรื่องนี้อย่างจริงจัง ห้ามมีการโฆษณาเกินจริง" ศ.นพ.สุรพลกล่าว ที่มา หนังสือพิมพ์ มติชน วันที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10720 |