|
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง ศ.นพ.อภิวัฒน์ มุทิรางกูร หัวหน้าหน่วยอนูชีววิทยา นพ.ดร.นิพัญจน์ อิศรเสนา ณ อยุธยา หัวหน้าหน่วยสเต็มเซล และ ศ.นพ.ธานินทร์ อินทรกำธรชัย หัวหน้าหน่วยโลหิตวิทยา คณะแพทศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันแสดงจุดยืน เรียกร้องให้หน่วยงานแพทย์ต่างๆรวมไปถึงโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและภาคเอกชนมีความตระหนักเรื่องการใช้เซลต้นกำเนิด หรือสเต็มเซลล์(stem cell) ในประเทศไทย ให้เกิดความรัดกุม เพราะขณะนี้มีการเอาสเต็มเซลไปรักษาโรคต่างๆโดยที่ยังไม่มีการควบคุมเพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด และยังไม่มีรายงานการรักษาที่ได้ผลชัดเจนจากที่ใดๆ ทำให้คนไข้ต้องจ่ายเงินรักษาโดยใช้สเต็มเซลในราคาสูงนับล้านๆบาทแต่ไม่ได้ผล
ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า สเต็มเซลล์ เป็นเซลล์ที่มีคุณสมบัติสำคัญคือ สามารถเปลี่ยนแปลงเป็นเซลล์ชนิดต่างๆกันได้หลายชนิด สามารถแบ่งตัวสร้างเซลล์ใหม่ที่มีคุณสมบัติเหมือนเดิม พบได้ทั้งในตัวอ่อน และในเกือบทุกอวัยวะของร่างกาย วงการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ยอมรับว่ามีความเป็นไปได้ที่จะนำมาใช้รักษาโรคที่รักษาไม่หาย เช่น โรคหัวใจขาดเลือด เบาหวาน อัมพาต พาร์คินสัน โรคสมองเสื่อมอัลไซล์เมอร์ ข้อเสื่อม ไตวาย กระดูกผุ และโรคชราภาพอื่นๆ ได้ในอนาคต ทั้งนี้ยังมีปัญหาที่ต้องวิจัยหาทางแก้ไขปรับปรุงอีกระยะเวลาหนึ่งก่อนจะรักษาได้ผลจริง แต่ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ได้มีการนำ สเต็มเซลล์ ไปใช้ในผู้ป่วยก่อนเวลาอันควรมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งจากแพทย์และนักวิจัยที่ขาดความเข้าใจ และจากผู้ที่ต้องการจะนำไปหาผลประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ นำไปสู่การโฆษณาเกินจริงการให้ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง “เวลานี้มีการประกาศความสำเร็จทั้งที่ขาดหลักฐานที่น่าเชื่อถือ มีการนำไปใช้ในผู้ป่วยโดยปราศจากเหตุผลรองรับ ไม่มีการทดสอบความปลอดภัย ไม่มีข้อมูลว่าได้ผลในสัตว์ทดลอง ซึ่งทำให้มีผู้ป่วยซึ่งเข้าใจผิดนอกจากจะต้องเสียเงินมหาศาลแล้วยังเกิดผลเสีย มีผลแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งมีรายงานถึงเสียชีวิตในบางราย ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการคิดค้นใช้สเต็มเซลล์รักษาโรคหัวใจ แต่อยู่ในขั้นการทดลองกับสัตว์ทดลองเท่านั้น แต่มีรายงานว่ามีอาสาสมัครทดลองให้แพทย์ฉีดสเต็มเซลล์เพื่อรักษาโรคหัวใจ ซึ่งกว่าจะมาถึงขั้นตอนนี้ได้มีการควบคุมอย่างใกล้ชิดและหลายขั้นตอนอย่างมาก แต่ก็มีรางานเป็นเอกสารชัดเจนว่าไม่ได้ผล”ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า สำหรับโรคอื่นๆนั้น พบว่า โรคสมองและระบบประสาท รวมถึงอัมพาต ไขสันหลังบาดเจ็บ พาร์คินสัน เส้นเลือดสมองตีบ การใช้สเต็มเซลล์รักษาก็ยังมีปัญหาอีกมากที่ต้องแก้ไขก่อนนำมาใช้จริง เพราะแม้ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดของสมองซึ่งสร้างเซลล์ประสาทจำนวนมากได้ ก็มีปัญหาที่การเชื่อมต่อกับเซลล์ประสาทเดิมในร่างกายไม่สมบูรณ์ ทำให้เกิดผลเสียเช่น การเคลื่อนไหวผิดปกติ และผลที่ได้ในสัตว์ทดลองยังไม่ชัดเจน โรคกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีการนำเซลล์ต้นกำเนิดไปใช้ในทางที่ผิดมากที่สุด นอกจากไม่มีประโยชน์ยังเกิดผลข้างเคียงได้ อาจทำให้อาการเป็นมากกว่าเดิม ที่รุนแรงจนอาจถึงเสียชีวิตได้ และอาจทำให้พลาดโอกาสที่จะได้รับการรักษาที่ได้ผลซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์จำนวนมากทั่วโลกกำลังร่วมกันศึกษาเพื่อหาทางแก้ไข ส่วน โรคกระดูก การใช้ซ่อมรอยแยกของกระดูกก็อยู่ระหว่างการศึกษาประสิทธิภาพ การสร้างกระดูกอ่อนยังมีปัญหาเรื่องคุณสมบัติของเซลล์เมื่อปลูกถ่ายไปแล้วยังมีข้อแตกต่างจากกระดูกอ่อนจริง เซลล์ที่ให้ไปไม่อยู่รอด จำต้องมีการพัฒนาด้านโครงร่างให้เซลล์เกาะที่เหมาะสมอีกระยะ ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ผู้ป่วยหลายคนไปรับการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ในหลายๆที่รวมทั้งต่างประเทศ เพราะคำโฆษณาของบุคคลากรการแพทย์บางคน ว่าเคยมีคนที่ทำแล้วได้ผล จริงๆไม่ได้เป็นเพราะผลของการรักษา แต่เพราะผลต่อจิตใจ ว่าได้รับการรักษาแล้ว บางทีเป็นคนที่ได้รับการจ้างมาให้โฆษณา ถ้าจะพิจารณาว่าดีจริงหรือ ไม่ต้องขอดูข้อมูลที่เป็นสถิติที่ลงในวารสารที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ก่อน และนำไปปรึกษาแพทย์ที่ไม่มีอคติว่าน่าเชื่อถือจริงหรือไม่ มีรายงานถึงคนไข้ที่บินไปรักษาถึงต่างประเทศที่เพิ่งให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ว่าดีแต่ตายในอีกไม่กี่วันให้หลังให้สัมภาษณ์ ทั้งนี้หลายคนยังเข้าใจผิด ว่าเซลล์ต้นกำเนิดนั้นปลอดภัย 100% เพราะเป็นเซลล์ของตัวเอง ไม่มีผลทางภูมิคุ้มกัน และไม่เป็นเนื้องอก จริงๆแล้ว ก็อาจเกิดโทษได้เรื่องที่ต้องคำนึง เช่น ช่องทางที่ฉีดเซลล์ การฉีดเข้าเส้นเลือดบางที่อาจเป็นอันตรายได้ เพราะมีรายงานว่าทำให้เกิดเส้นเลือดตีบได้ การใช้ในเส้นเลือดที่เสี่ยงเช่นเส้นเลือดสมอง ไขสันหลัง อาจทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ การเพาะเลี้ยงเป็นเวลานานทำให้เซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ให้กลายเป็นเนื้องอกได้ กลายเป็นเซลล์ชนิดที่ไม่ต้องการ เช่นฉีดเข้าหัวใจแล้วกลายเป็นเซลล์กล้ามเนื้อผิดชนิดที่ทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ การเกิดกระดูกในสมอง เมื่อถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ทางอาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯจะยื่นหนังสือเรียกร้องให้หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้อย่าง แพทยสภา และองค์การอาหารและยา(อย.)ออกมาดำเนินการเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ทุกเวทีที่มีการพูดคุยกันเรื่องการรักษาคนไข้โดยสเต็มเซลล์นั้น อาจารย์ทุกคนแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนเสมอมาว่าไม่เห็นด้วยที่หลายๆหน่วยงานเอาสเต็มเซลล์มาใช้และพูดถึงรวมไปถึงการโฆษณาอย่างพร่ำเพรื่อ ทั้งๆที่ยังไม่มีผลการทดลองที่ออกมาพิสูจน์อย่างจริงๆและเป็นที่ยืนยันได้ ในสหรัฐอเมริกานั้นมีการควบคุมการรักษาโรคโดยสเต็มเซลล์อย่างมากจนแพทย์แทบจะกระดิกตัวไม่ได้ แต่ในประเทศไทยกลับมีการโฆษณาเรื่องนี้กันมากมาย ทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน คนไข้บางคนเสียเงินค่ารักษาเป็นล้าน เพราะเชื่อหมอ ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องออกมาควบคุมเรื่องนี้อย่างจริงจัง “มีผู้กังวลว่าถ้าควบคุมเกินไปจะทำให้เราไม่สามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ จริงๆแล้วการมีรายงานที่ไม่ถูกหลักวิชาการ การทดสอบในผู้ป่วยโดยขาดพื้นฐาน ในระยะยาวจะทำลายชื่อเสียงของประเทศ ทำให้เกิดผลเสียต่อความน่าเชื่อถือของประเทศด้านการบริการทางการแพทย์โดยรวม ในทางตรงข้ามกันถ้าควบคุมให้ดีได้มาตรฐาน มีหลักวิชาการ สามารถตรวจสอบได้ ก็สามารถเป็นจุดขายเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่มุ่งเป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลในภูมิภาคได้ ปัจจุบันนี้ การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ที่ถือเป็นการรักษามาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับทางการแพทย์ มีเฉพาะโรคเลือดเท่านั้น เช่น การรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคเลือดที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม และการรักษาผู้ป่วยที่กระดูกถูกทำลายจากยาฆ่ามะเร็ง โรคอื่นๆถือว่าอยู่ระหว่างการทดลอง”ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว ที่มา กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 14:24:00 |