Home arrow News arrow รู้ไหมว่า ... มีโรค "ไข้กระต่าย" ด้วย
รู้ไหมว่า ... มีโรค "ไข้กระต่าย" ด้วย Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 06 มกราคม 2011
        นอกจากเชื้อไข้หวัดจากนกที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษกันแล้ว สำหรับผู้ที่บริโภคหรือคลุกคลีกับ "กระต่าย" ก็ต้องระวังเชื้อโรคจากกระต่ายเช่นกัน
      
       "โรคไข้กระต่าย" (Rabbit Fever) หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ "โรคทูลาเรเมีย" (Tularemia) ตามข้อมูลของ นสพ.ธีรศักดิ์ ชักนำ สำนักระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุขระบุว่า เป็นโรคติดต่อจากสัตว์ถึงคน ที่มีอันตรายสูงโรคหนึ่ง เนื่องจากสามารถติดต่อทางละอองฝอยได้ และสามารถใช้เป็นอาวุธชีวภาพที่สหรัฐอเมริกาจัดไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545     แม้ว่าโรคจะนี้เกิดในแถบยุโรป เอเซียไมเนอร์ และสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อปี 2551 หลายคนอาจจะคุ้นหู เพราะมีรายงานพบหญิงวัย 37 ปี ที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ป่วยเป็นโรคไข้กระต่ายรายแรกของไทย และเสียชีวิตในที่สุด
       
       โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย บาซิลัส ฟรานซิสล่า ทูลารีซิส (Francisella tularensis) มี 4 ชนิด โดยชนิด A มีความรุนแรงที่สุด มักพบในสัตว์ป่ารวมทั้งสัตว์ฟันแทะ เช่น กระต่าย หนู กระรอก กวาง แพรีด็อก และสามารถติดต่อมายังสัตว์เลี้ยงจำพวกวัว ควาย แกะ และแมว ได้โดยแมลงนำโรค
       
       “ไข้กระต่าย” ติดต่อในสัตว์ป่าด้วยกัน แต่เมื่อนำสัตว์ป่ามาเลี้ยงก็ทำให้โรคนี้ติดต่อจากสัตว์มาสู่คน ทั้งโดยแมลงพาหะ หรือสัมผัสกับสารคัดหลั่งของสัตว์ที่ป่วยด้วยโรคนี้ เข้าทางบาดแผล หรือถูกสัตว์ป่วยกัดโดยตรง การหายใจ หรือกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อโรคปนได้เชื้อก็สามารถทำให้ติดเชื้อได้ แต่ยังไม่มีรายงานการติดต่อระหว่างคนสู่คน
       
       เชื้อนี้จะใช้เวลาในการฟักตัวในคนประมาณ 3-5 วัน จึงจะแสดงอาการ
       
       หากเชื้อเข้าทางผิวหนังจะเกิดบาดแผล ต่อมน้ำเหลืองบวมโตตรงที่รับเชื้อ หากเชื้อเข้าสู่ร่างกายโดยการหายใจผู้ติด เชื้อจะเป็นไข้แบบไทฟอยด์ คือมีไข้ หนาวสั่น โลหิตเป็นพิษ ปวดศีรษะ ท้องเสีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ไอแห้งๆ และอ่อนเพลีย หากผู้ป่วยมีอาการปอดบวมร่วมด้วยจะเจ็บหน้าอก มีเสมหะเป็นเลือด อึดอัด หายใจไม่สะดวก จนอาจหยุดหายใจ ลักษณะปอดบวมจากการตรวจทางรังสีทรวงอก
       
       ทั้งนี้ อัตราตายของโรคแบบไข้มีประมาณ 35% สามารถรักษาโดยการใช้ยาปฏิชีวนะ
       
       อย่างไรก็ดี มีรายงานพบว่า เมื่อนำเนื้อกระต่ายที่นิยมบริโภคมาแช่แข็งในอุณหภูมิ -15 องศาเซลเซียส ไม่สามารถฆ่าเชื้อนี้ได้ เว้นแต่จะนำไปปรุงให้สุกในอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 10 นาที
       
       สำหรับผู้ที่เลี้ยงกระต่ายหรือสัตว์ที่เป็นฟันแทะ เช่น กระรอก หนู กรมควบคุมโรคแนะนำว่า ให้เลือกซื้อหรือนำมาจากแหล่งที่ไม่มีสัตว์ป่วย อีกทั้งหากสัมผัสกับสัตว์เหล่านี้ควรล้างมือทุกครั้ง โดยเฉพาะถ้ามีบาดแผล ไม่ควรคลุกคลีหรือกอดหอม และต้องรักษาความสะอาดทั้งตัวสัตว์และสถานที่เลี้ยง ก็จะสามารถป้องกัน “โรคไข้กระต่าย” ได้.

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 1 มกราคม 2554 
< Previous   Next >