Home arrow News arrow เปิดโลกวิทยาศาสตร์ให้โอกาสผู้หญิง
เปิดโลกวิทยาศาสตร์ให้โอกาสผู้หญิง Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 24 พฤศจิกายน 2010
ปฏิเสธไม่ได้ว่า "ไอน์สไตน์" ผู้ชายหัวฟูคือไอคอนนักวิทยาศาสตร์ที่ติดตาและความทรงจำของใครหลายๆ คน แต่หากลองเปิดใจให้กว้างเราจะเห็นว่า ผู้หญิงก็เป็นกำลังสำคัญของโลกวิทยาศาสตร์ และหลายครั้งการทำงานของเธอก็พาเราไปสู่การค้นพบใหม่ๆ
       
       มาดามแมรี คูรี (Marie Curie) คือ นักวิทยาศาสตร์หญิงระดับโลกที่หลายคนรู้จักดีพอๆ กับนักวิทยาศาสตร์ชายคนอื่นๆ แต่ดูเหมือนว่าโลกจะรู้จักนักวิทยาศาสตร์หญิงอยู่เพียงไม่กี่คน และจากการสำรวจยังพบว่า ผู้หญิงทั่วโลกเรียนวิทยาศาสตร์น้อยลง จึงเกิดโครงการอีวายเอช (EYH) ขยายขอบข่ายความรู้สู่ความคิดวิทยาศาสตร์ (Expanding Your Horizons Thailand) เพื่อกระตุ้นความสนใจวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กหญิงโดยเฉพาะ
 อย่างไรก็ดี ในประเทศไทยจำนวนผู้หญิงที่เรียนวิทยาศาสตร์ ไม่ได้มีน้อยจนกลายเป็นปัญหา อีกทั้งยังมีผู้หญิงเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ค่อนข้างมาก ตามคำบอกของ กุลประภา นาวานุเคราะห์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายบริหารและสนับสนุนงานวิจัย ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ซึ่งร่วมกับ บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรมค่ายอีวายเอชมาตลอดทั้ง 3 ครั้งในปี 2550, 2552 และ 2553
       
       “เด็กไทยไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องนี้ แต่เมื่อได้รับโจทย์จากบริษัทแม่ของซีเกท ให้จัดค่ายเพื่อเด็กหญิง เราจึงถือเป็นการเพิ่มโอกาสให้แก่เด็กหญิง และเพื่อโอกาสที่เด็กจะได้ทำการทดลองและลงมือจับอุปกรณ์มากขึ้น โดยกิจกรรมจะเน้นการประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ให้เด็กได้เห็นว่าเป็นเรื่องใกล้ตัว" กุลประภากล่าว
       
       นักเรียนที่มีสิทธิ์เข้าค่ายอีวายเอชนี้ คือนักเรียนหญิงในชั้น ม.3 ซึ่งกิจกรรมในค่ายสำหรับเด็กหญิงนี้ ไม่แตกต่างจากกิจกรรมที่จัดให้เด็กชาย และจากการติดตามผลพบว่า นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมนั้นเรียนต่อด้านวิทยาศาสตร์ 80-90%
       
       สำหรับปีนี้กิจกรรมค่ายอีวายเอชจัดขึ้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) จ.นครราชสีมา และมีนักเรียนหญิงในโรงเรียนที่อยู่ห่างจากมหาวิทยาลัยในรัศมี 40 กิโลเมตรเข้าร่วมในกิจกรรมนี้
       
       เพื่อเปิดให้เห็นโอกาสของผู้หญิงในโลกวิทยาศาสตร์ จึงมีนักวิทยาศาสตร์หญิงหลายคนมาถ่ายทอดประสบการณ์ในครั้งนี้ อาทิ ดร.นิศรา การุณอุทัยศิริ จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) อดีตสาวน้อยจากนครสวรรค์ ซึ่งเป็นนักเรียนอันดับหนึ่งของภาคเหนือ ได้ข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนวิศวกรรมเคมีที่สหรัฐฯ ด้วยวัยเพียง 16 ปี เมื่อปี 2537 และคว้ารางวัลอันน่าภูมิใจกลับมาหลายรางวัล
       
       เธอสำเร็จการศึกษาด้านวิศวกรรมเคมีระดับปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง ทั้งยังได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกสมาคมวิศวกรรมเกียรติยศเทา เบตา ไพ (Tau Beta Pi National Engineering Honor Society) ของมหาวิทยาลัยทั่วสหรัฐฯ และเพิ่งได้รับรางวัล "สตรีในงานวิทยาศาสตร์" (For Women in Science) จากลอรีอัล-ยูเนสโก (L’oreal-UNESCO) ระดับประเทศไทยในปี 2553 นี้ อีกทั้งยังได้รับคัดเลือกให้เป็นประธานองค์กรเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์รุ่นเยาว์ของโลก (Global Young Academy) ด้วย
       
       ดร.นิศราซึ่งเรียนในโรงเรียนหญิงล้วนมาตลอดเล่าว่า สมัยก่อนมีค่านิยมว่าคนเรียนสายวิทย์เก่งกว่าเรียนสายศิลป์ แต่จริงๆ แล้วเก่งเหมือนกัน ตัวเธอเองชอบเรียนวิทยาศาสตร์ในทุกสาขาวิชา และมีโอกาสสอบได้ทุนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ในสาขาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ วิศวกรรมเคมี และยังสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์ได้ แต่สุดท้ายเธอเลือกที่จะเรียนวิศวกรรมเคมี เพราะได้เรียนทั้งฟิสิกส์ เคมี คณิตศาสตร์ และชีววิทยาที่ชอบ
       
       “การแบ่งเวลาเป็นเรื่องสำคัญ แต่เราจะเก่งแต่ในหนังสือไม่ได้ เราต้องดูแลพ่อแม่ ช่วยงานบ้านด้วย และที่เก่งมาได้นี้ ส่วนหนึ่งคือการติวเพื่อน ถ้าเราช่วยเขาได้เราก็จะเก่งขึ้น และไม่ควรเก่งไปคนเดียว นอกจากนี้ต้องเชื่อมั่นในตัวเราเองว่า เราทำได้" ดร.นิศราให้ความเห็น
       
       ขณะที่ ดร.จันทร์จิรา สินทนะโยธิน นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ซึ่งมีผลงานพัฒนาโปรแกรมจัดฟัน CephSmile V2 และได้รับรางวัล "นักเทคโนโลยีรุ่นใหม่" จากมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่าว่าตัวเองไม่ใช่คนเก่งแต่มีความขยัน และด้วยความตั้งใจอยากไปเรียนต่อต่างประเทศ จึงได้สอบชิงทุน ในโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท-เอกด้านฟิสิกส์ที่อังกฤษ
       
       “ความเก่งทางด้านวิทยาศาสตร์ฝึกกันได้ ขอให้เป็น 6 ช่าง คือ ช่างสังเกต ช่างสงสัยต่อสิ่งที่เราสังเกต ช่างคิด ช่างวิเคราะห์ ช่างค้นคว้า และช่างถาม และเมื่อเราโตขึ้นจะได้รู้ว่าไม่มีอะไรจะรู้ดีไปกว่าได้ลงมือทำเอง แต่ช่างที่ไม่อยากให้เป็นคือ ช่างเถอะกับช่างมัน" ดร.จันทร์จิรากล่าว
       
       ส่วน ดร.โศรฎา แข็งการ อาจารย์สาขาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี นักวิจัยอีกคนทีมาเล่าประสบการณ์การเรียนต่อทางด้านวิทยาศาสตร์ให้ฟัง กล่าวว่า ที่เลือกเรียนวิศวะนั้นคิดแค่ว่า เรียนให้จบแล้วมีงานทำ มีเงินเดือนสูงๆ และได้เรียนต่อโท-เอก ยิ่งเป็นกำไรชีวิต ซึ่งตอนเรียนนั้นมีผู้หญิงเรียนวิศวะน้อยมาก แต่ไม่ได้มีปัญหาด้านการเรียน แม้ว่าด้านพละกำลังจะสู้ผู้ชายไม่ได้ แต่ด้านสมองก็ไม่แพ้กัน และผู้หญิงกับผู้ชายก็ใช้สมองพอๆ กัน เพียงแต่ใช้สมองคนละด้าน ในส่วนที่ต้องใช้แรงกายก็จะได้รับความช่วยเหลือจากผู้ชายที่ยินดีช่วยเหลือผู้หญิงอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาอะไร
       
       ในส่วนของนักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของโครงการอีวายเอชอย่าง ด.ญ.อรุณรัตน์ โค่นสังพะเนา จากโรงเรียนคลองเมืองพิทยาคม ซึ่งเข้าค่ายในครั้งนี้บอกว่า ตัวเองไม่เก่งวิทยาศาสตร์ แต่ชอบเรียนวิทยาศาสตร์ แม้จะท่องสูตรไม่ค่อยได้แต่ก็พยายาม พร้อมทั้งเล่าถึงแง่คิดที่ได้จากนักวิทยาศาสตร์หญิงว่า แม้เราไม่ใช่คนเก่งแต่ความขยันก็ทำให้ประสบความสำเร็จได้ และแต่ละคนยังมีความตั้งใจสูง ซึ่งอยากทำให้ได้อย่างเดียวกันนี้
       
       ส่วน ด.ญ.รุ่งอรุณ ศรีพนม จากโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้านครราชสีมา กล่าวว่า อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์มาก อยากทำอาชีพเกี่ยวกับการทำวิจัย เพราะท้าทายและได้ทดลองค้นคว้า และเพิ่งชอบเรียนวิทยาศาสตร์ตอนมัธยม เพราะคุณครูให้ทำการทดลองและได้ลงมือปฏิบัติจริง แต่ถ้าไม่ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ก็อยากเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์
       
       นอกจากรับฟังประสบการณ์จากนักวิทยาศาสตร์หญิงรุ่นพี่แล้ว นักเรียนหญิงยังได้เรียนรู้กิจกรรมในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม อาทิ กิจกรรมเล่นเกมซูโดคุ (Sudoku) ที่อาศัยหลักตรรกศาสตร์หาความสัมพันธ์ของเลขคณิตกับตัวเลข กิจกรรมเล่นฟองสบู่เพื่อเรียนรู้เรขาคณิต กิจกรรมท่องโลกผ่านโปรแกรมกูเกิลเอิร์ธ กิจกรรมเรียนรู้การออกแบบเชิงนิเวศน์ (Eco Design) เป็นต้น
       
       อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าหญิงหรือชายล้วนมีความสำคัญต่อวงการวิทยาศาสตร์และการพัฒนาประเทศ และไม่ว่าเราจะสนับสนุนการศึกษาต่อเพศใดก็ล้วนสร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติและสังคมไม่ต่างกัน ขอเพียงทุกคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 23 พฤศจิกายน 2553 
Last Updated ( พุธ, 24 พฤศจิกายน 2010 )
< Previous   Next >