Home arrow News arrow สสจ.ภูเก็ตเสริมความรู้ป้องกันโรค “ลีเจียนแนร์”
สสจ.ภูเก็ตเสริมความรู้ป้องกันโรค “ลีเจียนแนร์” Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พุธ, 17 พฤศจิกายน 2010
ศูนย์ข่าวภูเก็ต - สสจ.ภูเก็ต เสริมความรู้ผู้ประกอบการโรงแรมในพื้นที่ภูเก็ต ป้องกันโรคลีเจียนแนร์ ในพื้นที่ท่องเที่ยว
       
       นายแพทย์ นรินทร์รัชต์ พิชญคามินทร์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดภูเก็ต กล่าวภายหลังการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการจัดการโรคลีเจียนแนร์ ในพื้นที่ท่องเที่ยว จังหวัดภูเก็ต ซึ่งสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตจัดขึ้นที่ โรงแรมเมโทรโพล อ.เมือง จ.ภูเก็ต โรคลีเจียนแนร์ เป็นปัญหาสำคัญของผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต เนื่องจากหากนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศมาพักโรงแรมในจังหวัดภูเก็ต แล้วกลับไปป่วยด้วยโรคลีเจียนแนร์ ทางเครือข่ายเฝ้าระวังและควบคุมโรคลีเจียนแนร์ของสหภาพยุโรป จะแจ้งเตือนภัยให้ประเทศต่างๆ ในสหภาพยุโรปทราบถึงสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้บริษัททัวร์ในต่างประเทศยกเลิก การเข้ามาพักที่โรงแรมในจังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของจังหวัดภูเก็ตอย่างมาก เหมือนที่เกิดขึ้นมาในอดีต
       
   สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดภูเก็ตจึงต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้โรงแรมให้ความสำคัญและดำเนินการด้านมาตรฐานโรงแรมน่าอยู่น่าพัก จะทำให้ลดความเสี่ยงในการเป็นแหล่งแพร่โรคได้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นต้องจัดประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่องการจัดการโรคลีเจียนแนร์ ในพื้นที่ท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ตขึ้น เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องรับทราบสถานการณ์ ข้อมูลและแนวทางการปฏิบัติในการจัดการโรคลีเจียนแนร์ รวมทั้งลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับธุรกิจท่องเที่ยว และเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชาวภูเก็ตและนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ตต่อไป
       
       สำหรับ โรคลีเจียนแนร์ เป็นโรคที่เกิดจากสิ่งแวดล้อม แยกเชื้อได้จากระบบน้ำร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์ที่ทำให้เกิดละอองน้ำ เช่น Cooling Tower (ของเครื่องปรับอากาศแบบรวมที่ใช้ในอาคารใหญ่ๆ เช่น ในโรงแรมหรือโรงพยาบาล) น้ำพุเทียม เครื่องเพิ่มความชื้นและถาดน้ำทิ้งของเครื่องเป่าลมเย็น เป็นต้น ในสภาวะที่เหมาะสม เชื้อจะเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็วและฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ แพร่เชื้อโรคโดยเข้าสู่ร่างกายคนทางระบบทางเดินหายใจ (air-borne) โดยคนหายใจเอาเชื้อนี้เข้าไป โรคนี้เกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปี ยังไม่มีรายงานยืนยันการแพร่ระบาดจากคนไปสู่คน มีระยะเวลาฟักตัว 2-10 วัน ส่วนใหญ่ 5-6 วัน มักมีอาการรุนแรงในผู้สูงอายุ
       
       โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต โรคปอดเรื้อรัง หรือโรคมะเร็ง และในกลุ่มที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ สัดส่วนผู้ป่วยชายต่อผู้ป่วยหญิง เท่ากับ 2.5 : 1 มีลักษณะอาการทางคลินิกเริ่มต้นด้วยการเบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ภายใน 1 วัน จะมีไข้สูงหนาวสั่น อุณหภูมิสูงถึง 39-40 องศาเซลเซียส และมีอาการไอไม่มีเสมหะ ปวดท้อง อุจจาระร่วง ถ้าเป็นมากทำให้การหายใจล้มเหลวถึงเสียชีวิตได้

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 16 พฤศจิกายน 2553 
< Previous   Next >