Home arrow News arrow นักวิจัยชี้เชื้อมาลาเรียติดจากลิงสู่คน แฝงตัวในไทยมา 15 ปีแล้ว
นักวิจัยชี้เชื้อมาลาเรียติดจากลิงสู่คน แฝงตัวในไทยมา 15 ปีแล้ว Print E-mail
User Rating: / 0
PoorBest 
Post by Administrator   
พฤหัสบดี, 11 พฤศจิกายน 2010
      นักวิจัยชี้เชื้อมาลาเรียติดจากลิงสู่คนแฝงตัวในไทยมา 15 ปีแล้ว แต่ยังไม่พบอาการรุนแรง เนื่องจากมีอัตราติดเชื้อต่ำ พบแค่ 1 ใน 200 รายของผู้ป่วย แนะไม่ต้องทำร้ายลิงเพราะตัวพาหะคือยุงก้นปล่องที่อาจนำเชื้อมาจากที่อื่นได้
       
       ศ.นพ.สมชาย จงวุฒิเวศย์ จากภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าหลังจากได้คนพบเชื้อมาลาเรียชนิดใหม่ คือ พลาสโมเดียม โนวลิไซ (Plasmodium falciparum) เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เมื่อปี 2547 ซึ่งเป็นเชื้อที่พบในลิงแสม และสามารถติดต่อมาสู่คนได้ผ่านยุงก้นปล่องที่เป็นพาหะ จากนั้นได้ศึกษาตัวอย่างเลือดของผู้ป่วยมาลาเรียที่เก็บไว้ตั้งแต่ปี 2538 และพบว่ามีเชื้อชนิดนี้อยู่

   
       “จากการคึกษาที่ผ่านมาพบว่า อัตราการติดเชื้อชนิดนี้คงที่ ไม่ได้ระบาดแต่เชื้อคงอยู่ ในผู้ป่วย 200 รายพบการติดเชื้อชนิดนี้เพียง 1 ราย ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าเชื้อนี้รุนแรงหรือไม่เพราะมีตัวอย่างผู้ติดเชื้อน้อย ประเมินยากและวินิจฉัยลำบาก จึงยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน แต่ที่รัฐซาราวัก มาเลเซียพบว่ามีผู้ติดเชื้อชนิดนี้มากถึง 50% และพบผู้เสียชีวิตด้วย อย่างไรก็ดี ไม่พบว่าเชื้อชนิดนี้มีระยะแฝงในตับ” ศ.นพ.สมชายกล่าว
       
       วงจรของโรคมาลาเรียนั้น ต้องมียุงก้นปล่อง เชื้อมาลาเรียและคน ซึ่งในไทยพบการระบาดของโรคนี้อยู่ตามชายแดน ส่วนผู้ที่ติดเชื้อมาลาเรียชนิดโนวลิไซนั้นมักพบว่าเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้รังโรคนั่นคือบริเวณที่มีลิงแสมอยู่ชุกชุม แต่ ศ.นพ.สมชายกล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องไปทำร้ายหรือกำจัดลิง เพราะตัวพาหะคือยุงก้นปล่อง ซึ่งแม้ว่าลิงที่เลี้ยงไว้จะไม่เป็นโรคแต่ยุงก็สามารถพาเชื้อมาเลาเรียชนิดนี้มาจากป่าหรือจากเพื่อนบ้านที่เลี้ยงลิงเช่นกันได้
       
       ทั้งนี้ ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อมาลาเรียประมาณ 200-500 ล้านคน โดยมีเชื้อมาลาเรีย 4 ชนิดซึ่งเป็นที่รู้จักดีคือ พลาสโมเดียม ฟัลซิปารัม (Plasmodium falciparum) พลาสโมเดียม ไวแวกซ์ (Plasmodium vivax) พลาสโมเดียม มาลาเรียอิ (Plasmodium malariae) และพลาสโมเดียม โอวาเล (Plasmodium ovale) ส่วนชนิดที่พบใหม่ล่าสุดนั้นมีความคล้ายคลึงกับ พลาสโมเดียม ฟัลซิปารัม และ พลาสโมเดียม มาลาเรียอิ ซึ่งการตรวจเลือดเพียงอย่างเดียวอาจแยกไม่ออกว่าคือเชื้อชนิดใดกันแน่ แต่หากตรวจดีเอ็นเอจะทราบได้ชัดเจน
       
       พร้อมกันนี้ ศ.นพ.สมชายได้พัฒนาวิธีตรวจดีเอ็นเอ เพื่อจำแนกชนิดของเชื้อมาลาเรีย โดยใช้ยียเป้าหมายที่ต่างไปจากเดิมที่มีการใช้กัน ซึ่งยีนเป้าหมายที่ใช้นี้มีสำเนามากจึงช่วยให้การตรวจหาเชื้อมาลาเรียทำได้ง่ายและเร็วขึ้น โดยใช้น้ำลายหรือปัสสาวะของผู้ป่วยมาตรวจหาเชื้อได้ และการตรวจดีเอ็นเอยังช่วยให้พบการติดเชื้อมาลาเรียมากกว่า 1 ชนิด ซึ่งพบมากในคนไทยและเป็นสาเหตุที่ทำให้การรักษาไม่หายขาด หรือทำให้เกิดการดื้อยาได้
       
       จากการศึกษาในระบบดีเอ็นเอพบว่า ในไทยนั้นติดเชื้อพลาสโมเดียม ฟัลซิพารัมมากเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือ พลาสโมเดียมไวแวกซ์ และพลาสโมเดียมโนวลิโซ ซึ่งการติดเชื้อมากกว่า 1 ชนิดนั้น บางครั้งอาจตรวจพบเพียงเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่ง และเชื้ออีกชนิดที่หลบซ่อนนั้นไม่ได้รับการรักษาและกลับมาเป็นโรคซ้ำ หรืออาจเกิดการดื้อยาได้
       
       นอกจากเชื้อมาลาเรีย 5 ชนิดที่พบว่ามีการติดโรคในคนแล้ว ยังมีเชื้อมาลาเรียชนิดใหม่อีก 2 ชนิดคือ พลาสโมเดียม ไซโนมอลกี (Plasmodium cynomolgi) พลาสโมเดียม อินูอิ (Plasmodium inui) ซึ่งยังไม่ระบาดโรคในคน แต่พบการเชื้อในห้องปฏิบัติการที่ผู้ที่เลี้ยงยุงก้นปล่องเพื่อศึกษาโรคมาลาเรียทั้ง 2 ชนิดนี้ถูกยุงกัดและได้รับเชื้อ
       
       สำหรับงานวิจัยของ ศ.นพ.สมชายเป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยด้านการรักษาโรคที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ซึ่ง ศ.นพ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ วช.กล่าวถึงกรอบการวิจัยเกี่ยวกับการรักษาโรคว่ามีอยู่ 5 ด้าน อย่างแรกคือโรคที่พบบ่อย เช่น มะเร็งทั้งที่พบในหญิงและชาย โรคตับ ซึ่งไทยติดอันดับสูงสุดของประเทศที่เป็นโรคตับ โดยเฉพาะแถบภาคอีสานที่พบมะเร็งในท่อน้ำดีมาก จากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับซึ่งสัมพันธ์กับการกินอาหารดิบ เป็นต้น
       
       ด้านถัดมาคือ งานวิจัยเกี่ยวกับอุบัติเหตุซึ่งเป็นสาเหตุต้นๆ ที่คร่าชีวิตคนไทย งานวิจัยด้านถัดมาเป็นเรื่องโรคเขตร้อน เช่น มาลาเรีย เท้าช้าง เป็นต้น ซึ่งเป็นโรคที่ทางตะวันตกไม่ให้คนสนใจ จึงมีองค์ความรู้ด้านนี้น้อย แต่ระยะหลังทางตะวันตกเริ่มให้ความสนใจที่จะพัฒนายาเพื่อขายให้แก่ประเทศที่มีปัญหาโรคเขตร้อน อีกด้านคือโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ เช่น ไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โรคซาร์ส ซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ หรือวัณโรคและเท้าช้าง ที่เคยหายไปและกลับมาอีกครั้ง พร้อมกับการเคลื่อนย้ายของประชากรตามแนวชายแดน สุดท้ายคือเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น สเต็มเซลล์ เป็นต้น

ที่มา  ASTVผู้จัดการออนไลน์ 11 พฤศจิกายน 2553 

< Previous   Next >