Home arrow News arrow เทคนิคตรวจเชื้อมาลาเรียด้วยDNA งานวิจัยดีเด่นสาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัชปี 2549 (รายงานพิเศษ)
เทคนิคตรวจเชื้อมาลาเรียด้วยDNA งานวิจัยดีเด่นสาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัชปี 2549 (รายงานพิเศษ) Print E-mail
User Rating: / 1
PoorBest 
Post by Administrator   
จันทร์, 09 กรกฎาคม 2007

        "มาลาเรีย" เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อโปรโตซัวชนิด Plasmodium โดยมียุ่งก้นปล้องเป็นพาหะในการแพร่ระบาดของโรค ปัจจุบันมีประชากรทั่วโลกมากกว่า 300 ล้านคนที่ติดเชื้อมาลาเรีย และมีอัตราการเสียชีวิตจากเชื้อมาลาเรียปีละ 1 ล้านคน ขณะที่ประเทศไทยพบผู้ติดเชื้อมาลาเรียปีละประมาณ 2 แสนคน และมีจำนวนผู้เสียชีวิตเฉลี่ยปีละ 3,000 คน ซึ่งส่วนมากเป็นเชื้อ P.falciparum และ P.vivax มาลาเรียจึงนับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญซึ่งทั่วโลกให้ความสนใจ และเร่งหาแนวทางป้องกัน

อย่างไรก็ตาม มาลาเรียเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง แต่ที่ผ่านมาการตรวจหาเชื้อมาลาเรียใช้วิธีการดูจากกล้องจุลทรรศน์ โดยนำเลือดมาย้อมสีแล้วจำแนกชนิดของเชื้อ เพื่อดูความแตกต่างของรูปร่างที่มองเห็นผ่านกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งระยะที่จะแสดงความแตกต่างของเชื้อแต่ละชนิดได้ชัดเจนที่สุดคือ ระยะมีเพศที่เรียกว่า Gametocyte ทำให้การตรวจหาเชื้อมาลาเรียด้วยวิธีนี้ต้องอาศัยความชำนาญของบุคลากรโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของปริมาณการรับตรวจซึ่งนักจุลทัศนากร 1 คนสามารถทำการวินิจฉัยได้ประมาณ 50 ตัวอย่างต่อหนึ่งวันเท่านั้น

ที่สำคัญกรณีที่ตัวอย่างเลือดมีจำนวนเชื้อน้อยมากๆ การตรวจหาเชื้อด้วยกล้องจุลทรรศน์มักประสบปัญหาไม่สามารถตรวจเช็คได้เนื่องจากมีความไวไม่พอ โดยเฉพาะตัวอย่างเลือดที่มีการติดเชื้อสองชนิด (Mixed infection) ซึ่งเชื้อชนิดใดชนิดหนึ่งอาจมีปริมาณที่น้อย หรือไม่ได้อยู่ในระยะที่สามารถบอกเพศได้ ส่งผลให้การวินิจฉัยด้วยกล้องจุลทรรศน์เกิดความผิดพลาดขึ้นเสมอ รวมทั้งเป็นที่มาของการเพิ่มโอกาสการดื้อยา และทำให้การควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อมาลาเรียไม่ประสบผลสำเร็จด้วย

จากเหตุผลดังกล่าว ศาสตราจารย์ ดร.สกล พันธุ์ยิ้ม ที่ปรึกษาสถาบันอณูชีววิทยาและพันธุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และทีมวิจัยจึงสนใจที่จะค้นหาวิธีวินิจฉัยโรคมาลาเรียขึ้นใหม่ โดยนำความรู้ด้านดีเอ็นเอ และเทคโนโลยีด้านพันธุวิศวกรรมมาใช้ เริ่มจากการคัดเลือกดีเอ็นเอ(สารพันธุกรรม) ที่มีความจำเพาะของเชื้อมาลาเรียที่แยกได้จากผู้ป่วยทั้งชนิด P.falciparum และ P.vivax จากนั้นนำมาศึกษาลำดับเบสของดีเอ็นเอที่จำเพาะดังกล่าว เพื่อเข้าสู่กระบวนการเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอ ด้วยวิธีปฏิกิริยาลูกโซ่ หรือ polymerase chain reaction (PCR)

ทั้งนี้ เทคนิคที่ ศ.ดร.สกลและทีมวิจัย คิดค้นขึ้นนอกจากจะสามารถเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอเป้าหมายขึ้นเป็นล้านเท่าทำให้สามารถตรวจพบเชื้อที่มีจำนวนเพียง 1 ตัวต่อเลือด 1 ไมโครลิตรได้แล้ว ยังมีความจำเพาะเจาะจงสูง คือ ดีเอ็นเอของเชื้อมาลาเรียเท่านั้นที่จะถูกคัดเลือกให้เพิ่มจำนวนขึ้น ดีเอ็นเอชนิดอื่นที่อาจปะปนอยู่จึงไม่รบกวนการตรวจ ทำให้สามารถจำแนกชนิดของเชื้อ P.falciparum และ P.vivax ด้วยความถูกต้องแม่นยำ โดยเฉพาะกรณีการติดเชื้อสองชนิด (Mixed infection) ชุดตรวจหาเชื้อมาลาเรียดังกล่าวสามารถแสดงผลการจำแนกชนิดของเชื้อทั้งสองชนิดได้อย่างชัดเจน ที่สำคัญการตรวจหาเชื้อมาลาเรียด้วยเทคนิคดีเอ็นเอสามารถตรวจผู้ป่วยได้คราวละไม่น้อยกว่า 96 ตัวอย่างภายในเวลา 3 ชั่วโมง และเสียค่าใช้จ่ายในการตรวจครั้งละประมาณ 10 บาทต่อ 1 ตัวอย่างเท่านั้น

นอกจากนี้ ชุดตรวจหาเชื้อมาลาเรียด้วยเทคนิคดีเอ็นเอ ยังสามารถนำไปใช้ในการสำรวจและศึกษาระบาดวิทยาของเชื้อมาลาเรีย เช่น การตรวจหาเชื้อในพาหะนำโรค การตรวจหาเชื้อมาลาเรียในประชากรตามหมู่บ้านที่เคยมีการระบาดของโรค การตรวจหาเชื้อในคนไข้ที่ต้องสงสัย การติดตามผลการรักษาของคนไข้ที่ได้รับการรักษาด้วยยา รวมทั้งการตรวจหาเชื้อมาลาเรียในคลังเลือด ซึ่งจะทำให้การตรวจวินิจฉัยมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

"ที่ผ่านมาอุปสรรคสำคัญที่ทำให้การรักษาและป้องกันโรคมาลาเรีย ไม่บรรลุตามเป้าหมายที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งไว้ ทั้งเรื่องของการควบคุมอัตราการตายด้วยโรคมาลาเรียให้ไม่เกิน 5.5 คนต่อประชากร 1 แสนคน และลดอัตราการป่วยด้วยไข้มาลาเรียให้เหลือไม่เกิน 5.5 คนต่อประชากร 1,000 คน เนื่องจากขาดข้อมูลการสำรวจแหล่งที่มาของเชื้อที่ถูกต้อง รวมทั้งปัญหาของการดื้อยาในเชื้อมาลาเรียที่มีจำนวนสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นหากสามารถพัฒนาการวินิจฉัยที่ถูกต้องแม่นยำควบคู่ไปกับการจัดทำข้อมูลการแพร่ระบาดของโรค คาดว่าจะทำให้การควบคุมโรคมาลาเรียมีประสิทธิภาพมากขึ้น และช่วยลดความเสี่ยงของการแพร่ระบาดของโรคได้ตามเป้าที่กระทรวงสาธารณสุขตั้งไว้" ศ.ดร.สกลกล่าว

ผลของความมุ่งมั่นตั้งใจในการค้นคว้าและพัฒนาแนวทางการวินิจฉัยโรคมาลาเรีย เพื่อควบคุมและลดอัตราการป่วยด้วยไข้มาลาเรีย ซึ่ง ศ.ดร.สกล ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จึงเห็นควรมอบรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2549 สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช ให้กับ ศาสตราจารย์ ดร.สกล พันธุ์ยิ้ม เพื่อประกาศเกียรติคุณให้สังคมได้รับทราบ ตลอดจนกระตุ้นให้คนไทยได้เห็นความสำคัญของการพัฒนางานวิจัยมากขึ้น


ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ(วช.) โทรศัพท์ 0-2579-0431,0-2561-2445 ต่อ 473 www.nrct.net E-mail :

 

ที่มา หนังสือพิมพ์แนวหน้า วันที่ 9/7/2007

< Previous   Next >